ธนาคาร Silicon Valley Bank (SVB) และ Singnature Bank ล้ม ซึ่งเป็นการล้มของธนาคารที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 และ 3 ในประวัติศาสตร์ สาเหตุสำคัญไม่ได้มาจากการปิดนัดชำระหนี้ แต่เป็นปัญหาการด้อยค่าของสินทรัพย์ธนาคาร
(ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพันธบัตรสหรัฐฯ ที่มูลค่าจะลดลงเวลาเจอช่วงวัฎจักรของการขึ้นดอกเบี้ย) ซึ่งเมื่อรวมกับปัญหาสภาพคล่อง (Liquidity) จากการแห่ถอนเงินของนักลงทุน จึงทำให้ธนาคารประสบปัญหาอย่างรวดเร็ว และก่อให้เกิดความกังวลในช่วงสุดสัปดาห์ถึงความเสี่ยงของการลุกลาม (Contagion) ไปยังธนาคารอื่นๆ
สหรัฐฯ จัดตั้งกองทุนเข้าช่วยเหลือผู้ฝากเงิน ธนาคารกลางสหรัฐฯ กระทรวงการคลัง และบรรษัทค้ำประกันเงินฝากของรัฐบาลกลาง (FDIC) ร่วมกันแถลงข่าวว่า 1) จะเข้าค้ำประกันเงินฝากเต็มจำนวน 2) เฟดจะดำเนินมาตรการฉุกฉินจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือสภาพคล่องให้กับธนาคารต่างๆ (Bank Term Funding Program) ขนาด 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นการให้ธนาคารกู้ยืมโดยสามารถนำพันธบัตรรัฐบาล หรือตราสารหนี้ที่มีหลักประกันจำนอง (MBS) มาค้ำประกันได้ที่ราคาหน้าหน้าตั๋ว มาตรการดังกล่าวจะช่วยระงับความตื่นตระหนกของผู้ฝากเงิน จากการแห่ไปถอนเงินยังธนาคารต่างๆ ซึ่งเสี่ยงจะทำให้เกิดสถานการณ์ธนาคารล้มลุกลามเป็นวงกว้าง มาตรการฉุกเฉินดังกล่าวจึงถือเป็นบวก
ตลาดรอประเมินผลกระทบผู้ที่เกี่ยวข้องกับ SVB และรอดูการส่งสัญญาณในการประชุมเฟด 22 มี.ค.นี้ เราคาดว่าผลกระทบต่อตลาดในระยะสั้นคือ 1) อาจผันผวน แต่ไม่ลึก เนื่องจากสถานการณ์มีแนวโน้มไม่ลุกลามเป็นวงกว้าง 2) นักลงทุนจะประเมินหาผู้ได้รับผลกระทบจากกรณี SVB ทั้งผู้ที่มีผลกระทบทางตรง และจากมาตรการดอกเบี้ยที่จะตามมา 3) ตลาดลดน้ำหนักการขึ้นดอกเบี้ยเฟดในการประชุม 22 มี.ค.ที่ 0.50% เหลือล่าสุดเพียง 17.4% (จาก 10 มี.ค.ที่ 40.2%) ขณะที่คาดขึ้นดอกเบี้ยเพียง 0.25% ที่ 82.6% 4) การกลับทิศของผลตอบแทนพันธบัตร (เนื่องจากเฟดอาจต้องรเมชะลอหรือหยุดขึ้นดอกเบี้ย) ในระยะสั้น จะเป็นปัจจัยลบกับกลุ่มธนาคาร และประกัน แต่จะบวกกับกลุ่มหุ้นปลอดภัยที่มีผลตอบแทนคล้ายพันธบัตร อาทิ สื่อสาร กองรีทส์ เป็นต้น
ภาพรวมกลยุทธ์: ยังลุ้นว่าแถว 1,590-1,610 จุด น่าจะเป็นจุดเริ่มฟื้นตัว แม้ภาพระยะกลางอาจต้องรอประเมินจากการกลับไปทดสอบ 1,645-1,650 จุด แต่สามารถเลือกเก็งกำไรรายตัว การเก็งกำไรระยะสั้นเน้น selective buy กลุ่มที่น่าจะเห็นการฟื้นตัวได้ชัดเจนในปี 2566 และยังมีการถือครองที่ต่ำ (Underowned) ได้แก่ และหุ้นที่มีปัจจัยบวกรายตัว โดยหุ้นที่เรามองสามารถทยอยสะสม ได้แก่ MAJOR, CPALL, MAKRO, BJC, PTTGC, IRPC, TIDLOR, AMANAH, MILL, TSTH, KSL, ROJNA, SAMART, SDC เป็นต้น
หุ้นแนะนำ: GUNKUL*, ADVANC*,ROJNA*, MENA*
แนวรับ: 1,590-1,598 / แนวต้าน : 1,620-1,628 จุด
สัดส่วนลงทุน: เงินสด 50% vs พอร์ตหุ้น 50%
ประเด็นการลงทุนที่น่าสนใจ
สหรัฐเผยจ้างงานนอกภาคเกษตร +311,000 - เพิ่มขึ้น 311,000 ตำแหน่งในเดือนก.พ. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 225,000 ตำแหน่ง
เฟด-ก.คลังสหรัฐออกโรงกู้วิกฤต ยืนยันปชช.เข้าถึงเงินฝากใน SVB ได้เต็มจำนวน – เจ้าหน้าที่ฝ่ายกำกับดูด้านการธนาคารและการเงินของสหรัฐประกาศแผนการคุ้มครองเงินฝากของประชาชนที่ฝากเงินไว้กับซิลิคอน วัลเลย์ แบงก์ (SVB) โดยมีเป้าหมายที่จะบรรเทาความตื่นตระหนกที่เกิดขึ้นจากการล่มสลายของ SVB
OISHI ขอเพิกถอนออกจากตลาด ไทยเบฟรับซื้อ 20.34%ที่ราคา 59 บาท/หุ้น –เสนอซื้อโดยไทยเบฟ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท (ณ วันที่ 13 ธันวาคม 2565 ไทยเบฟถือหุ้นในบริษัท จำนวนทั้งสิ้น 298,720,398 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 79.66 ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมดของบริษัท)
Opportunity day - 13 มี.ค. – PTT, BEC, PRM, SSC, SENA, SENAJ, BE8, THRE, CRC, TRU, PROSPECT, PIN, K, HMPRO / 14 มี.ค. – GFPT, TKC, PF, CNT, BGRIM, S, ICHI, BVG, ASIAN, AAI, GUNKUL, IIG, ILM, INSET
ประเด็นติดตาม: 14 มี.ค. – US CPI / 15 มี.ค. - Retail Sales, US PPI / 16 มี.ค. - Building Permits, ECB Interest Rate Decision / 17 มี.ค. – EU CPI / 21 มี.ค. - Existing Home Sales / 22 มี.ค. - Fed Interest Rate Decision / 23 มี.ค. – New Home Sales / 24 มี.ค. - Core Durable Goods Orders
(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)









