วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

FED เรียกประชุมด่วนวันนี้ (13 มีนาคม 2566)

วันศุกร์ที่ผ่านมา ดัชนีปรับตัวลงต่อเนื่อง ลบต่ำสุดราว -18 จุด หลุดแนวรับบริเวณ 1,600 จุด การปรับตัวลงของดัชนีเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นสหรัฐ โดยนักลงทุนติดตามการรายงานตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนก.พ. ของสหรัฐ

ส่งผลให้ดัชนี SET Index ปิดตลาดที่ 1,599.65 จุด -14.57 จุด -0.90% มูลค่าการซื้อขาย 49,261 ลบ.ต่างชาติ -3,817.12 ลบ. TFEX -13,754 สัญญา ตราสารหนี้ +2,323.12 ลบ.

 

ปัจจัยบวก    

+ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ปิดเพิ่มขึ้น 96 เซนต์ หรือ 1.27% ปิดที่ 76.68 ดอลลาร์/บาร์เรล ได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของดอลลาร์ รวมถึงจากการเปิดเผยข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่งของสหรัฐซึ่งบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจมีการขยายตัว และจะทำให้ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น แต่ร่วงลง 3.8% ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา
+ สมาชิกสภาประชาชนแห่งชาติจีนมีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติให้นายสี จิ้นผิง ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจีนต่อเป็นสมัยที่ 3 ซึ่งถือเป็นอันเสร็จสิ้นพิธีการในการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลก
+ เจ้าหน้าที่ฝ่ายกำกับดูด้านการธนาคารและการเงินของสหรัฐประกาศแผนการคุ้มครองเงินฝากของประชาชนที่ฝากเงินไว้กับซิลิคอน วัลเลย์ แบงก์ (SVB) โดยมีเป้าหมายที่จะบรรเทาความตื่นตระหนกที่เกิดขึ้นจากการล่มสลายของ SVB
+ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐและประธาน EC ได้เห็นพ้องกันที่จะเริ่มการเจรจาซึ่งอาจจะอนุญาตให้มีการใช้วัตถุดิบจากยุโรปเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนด้านพลังงานสะอาดในสหรัฐ
+ สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 311,000 ตำแหน่งในเดือนก.พ. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 225,000 ตำแหน่ง ส่วนอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 3.6% ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าทรงตัวที่ระดับ 3.4%
 

 

+ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานดัชนีภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพของครัวเรือน (KR-ECI) เดือนก.พ.ในปัจจุบันและ 3 เดือนข้างหน้ายังปรับตัว ดีขึ้นต่อเนื่อง แม้ยังคงความกังวลแต่มีระดับลดลงจากมุมมองที่ดีขึ้นตามการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวซึ่งได้หนุนการจ้างงานในประเทศ อีกทั้ง ครัวเรือนมีความกังวลลดลงเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายและราคาสินค้าสอดคล้องกับค่าครองชีพที่ชะลอตัว

 

ปัจจัยลบ 

- ดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง 345.22 จุด -1.07% เนื่องจากนักลงทุนวิตกเกี่ยวกับสภาวะของภาคธนาคารสหรัฐ หลังจากมีการสั่งปิดกิจการธนาคารซิลิคอน วัลเลย์ แบงก์ (SVB) ซึ่งอยู่ในเครือของบริษัทเอสวีบี ไฟแนนเชียล กรุ๊ป หลังจากประสบปัญหาด้านการเงิน ในรอบสัปดาห์นี้ ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลง 4.4%
- นักวิเคราะห์จากธนาคารซิตี้กรุ๊ปออกมาเตือนว่า ก่อนหน้านี้รัสเซียจำกัดการส่งออกก๊าซธรรมชาติไปยังยุโรป พร้อมประกาศว่าจะปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันลงในเดือนนี้ เพื่อตอบโต้การคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก
- ทางการสหรัฐประกาศปิดกิจการซิกเนเจอร์ แบงก์ (Signature Bank) ซึ่งเป็นธนาคารรายใหญ่ที่ปล่อยกู้ให้กับอุตสาหกรรมคริปโทเคอร์เรนซีเพื่อป้องกันความเสี่ยงในระบบธนาคาร
- ตลาดหลักทรัพย์ สรุปมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์สะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-10 มี.ค. 2566 พบว่าสถาบันในประเทศขายสุทธิ 1,870.43 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) ซื้อสุทธิ 3,690.87 ล้านบาท นักลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 39,913.98 ล้านบาท นักลงทุนในประเทศ (รายย่อย) ซื้อสุทธิ 38,093.55 ล้านบาท
 

แนวโน้มตลาดวันนี้  

คาดดัชนีวันนี้ยังแกว่งตัวผันผวน โดยนักลงทุนวิตกเกี่ยวกับการลุกลามจากการสั่งปิดกิจการธนาคารซิลิคอน วัลเลย์ แบงก์ (SVB) ประกอบกับยังจับตาการที่ FED เรียกประชุมด่วนวันนี้ มองกรอบดัชนีในวันนี้ที่ 1,590-1,610 จุด

 

 

 

กลยุทธ์การลงทุน  

• จีนเปิดประเทศ+เราเที่ยวด้วยกันเฟส 5 : MINT CENTEL ERW SPA AU SHR
• หุ้น mai เด่นปี 66 : SPA D CEYE AU
• หุ้นเชื่อมโยงการเมือง : TKS SIRI PR9 SC STEC STPI
• BOI ส่งเสริมการลงทุนชิ้นส่วน EV : EA GPSC BCP DELTA PIMO FPI
• หุ้นปันผลดี : ADVANC TISCO SCB PT SMIT

 

หุ้นรายงานพิเศษ  

EKH - Bloomberg Consensus 9.70 บาท (Upside 16%)
“มุมมองบวกต่อแนวโน้มกำไรปกติปี 66”

FED เรียกประชุมด่วนวันนี้ (13 มีนาคม 2566)

 

•งวด 4Q65 มีกำไร 352 ลบ. +293%YoY +363%QoQ โดยหลักมาจากกำไรพิเศษจากการปรับมูลค่ายุติธรรม KLINIQ จำนวน 411 ลบ. หากพิจารณาเฉพาะกำไรปกติงวด 4Q65 จะอยู่ที่ 24 ลบ. -56%YoY -68%QoQ จากรายได้ธุรกิจโรงพยาบาลที่ลดลงสู่ 251 ลบ. -10%YoY -11%QoQ โดยลดลง YoY จากสถานการณ์โควิด-19 ที่ดีขึ้น ทำให้งวด 4Q65 ไม่มีรายได้จากกลุ่มผู้ป่วยโควิด-19 เทียบกับปีก่อนที่คิดเป็นสัดส่วนกว่า 50% และลดลง QoQ เนื่องจากผ่านพ้นช่วง High Season นอกจากนี้ %GPM ปรับลดลงสู่ระดับ 35.5% (4Q64 = 43.3%, 3Q65 = 44.5%) จากรายได้ที่ลดลง ประกอบกับการปรับเพิ่มเงินเดือนและให้โบนัสพนักงาน ส่วน %SG&A ปรับสูงขึ้นสู่ระดับ 27.5% (4Q64 = 19.8%, 3Q65 = 17.1%) เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายทางการตลาดในการเปิด รพ.คูน และมีค่าใช้จ่ายพิเศษในการตั้งสำรองรายได้จากรักษา โควิด-19 (UCEP) ราว 12 ลบ. ส่งผลให้ทั้งปี 65 มีรายได้และกำไร 1,049 ลบ. -8.5%YoY และ 551 ลบ. +60%YoY ตามลำดับ หากตัดรายการพิเศษออกจะมีกำไร 223 ลบ. -28%YoY

•ผู้บริหารตั้งเป้ารายได้ปี 66 ราว 7-10% มีปัจจัยสนับสนุนจากยอดผู้ป่วย OPD-IPD มีแนวโน้มดีขึ้นจากการเปิดประเทศ และลูกค้าชาวจีนมาทำ IVF เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้บริหารตั้งเป้า IVF ที่ 300 เคส ซึ่งเฉลี่ย 2 เดือนแรก เข้ามารับบริการแล้ว 15-20 เคส/ต่อเดือน ช่วยชดเชยการปิดปรับปรุงวอร์ดบางส่วนในช่วงวันที่ 15 ก.พ.- 15 พ.ค.66 ซึ่งทำให้จำนวนเตียงรอรับผู้ป่วยปรับลดลงสู่ 110 เตียง จากทั้งหมด 142 เตียง นอกจากนี้ รพ.คูน (Palliative Care) ที่เพิ่งเปิดเมื่อเดือน ก.ย.65 ได้กระแสตอบรับค่อนข้างดี ปัจจุบันมีคนไข้ใช้บริการแล้ว 17-18 เตียง และ Break even แล้ว

•ความเห็น เรามีมุมมองบวกต่อแนวโน้มกำไรปกติปี 66 ที่คาดจะโตต่อเนื่อง และมองบวกต่อธุรกิจใหม่ (รพ.คูน) ที่เป็นเจ้าแรกๆที่ริเริ่มทำและได้รับกระแสตอบรับดีมาก และเตรียมต่อยอดไปทำบริการใหม่ อาทิ Nursing Home และ Day Care สำหรับผู้สูงอายุ โดย Bloomberg Consensus คาดกำไรปกติปี 66 ราว 239 ลบ. +7%YoY และราคาเหมาะสม 9.70 บาท (Upside 16%)

•XD - วันที่ 3 พ.ค. 66 ปันผลเป็นหุ้นและเงินสด ที่อัตรา (หุ้นเดิม : หุ้นปันผล) 40 : 1 และ 0.32 บาทต่อหุ้น ตามลำดับ ซึ่งจะทำให้เกิด Price Dilution ราว 6%

 

หุ้นมีข่าว

(+) III (Bloomberg consensus 17.28 บาท) เผยวอลุ่มการขนส่งเริ่มปรับตัวดีขึ้น คาดไตรมาส 2/2565 ฟื้นตัวชัด จ่อบุ๊กกำไรจากการลงทุนทุกบริษัทในเครือ เล็งส่ง AOTGA บริษัทย่อย ผู้ให้บริการภาคพื้นอากาศยานและผู้โดยสารเข้าประมูลจอดและอุปกรณ์ภาคพื้นและโครงการให้บริการคลังสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ภายในเดือนมิถุนายน 2566 นี้ (ที่มา ทันหุ้น)

(+) EA (Bloomberg consensus 93.00 บาท) เดินหน้าธุรกิจอีวีเต็มสูบ ดันสัดส่วนรายได้พุ่ง เป้ายอดขายปีนี้ไม่ต่ำกว่า 3 พันคัน แย้มดีลเจรจาพันธมิตรลุยตลาดมาเลเซียต่อยอด พร้อมเดินหน้าขยายโรงงานแบตเตอรีเป็น 4.5 GWh ในปี 2568 เล็งพัฒนาธุรกิจไบโอดีเซลไปสู่ Bio-Jet หวังขยายตลาดในอนาคต ส่วนธุรกิจ PCM คาดมียอดขาย 6 พันตัน รุกตลาดญี่ปุ่น เกาหลีเพิ่ม (ที่มา ทันหุ้น)

(+) COM7 (Bloomberg consensus 40.00 บาท) ส่งซิก Q1/2566 แรงรับรู้สต็อกไอโฟน บวกอุตสาหกรรมไอทีฟื้นตัว และการเปิดตัวสินค้าใหม่หนุน ขณะที่ตั้งเป้ารายได้เติบโตไม่น้อยกว่า 15% วางเป้ามาร์เก็ตแชร์แตะ 35% ของมูลค่าตลาดไอที และสมาร์ทโฟนในประเทศ เร่งขยายฐานเตรียมเปิดสาขาเพิ่ม 134 สาขา คาดสิ้นปีแตะ 1,400 สาขา พร้อมรุกธุรกิจร้านขายยา-เพ็ทช็อป-ประกัน (ที่มา ทันหุ้น)

(+) OISHI (Bloomberg consensus - บาท) OISHI ขอเพิกถอนออกจากตลาด หลังไทยเบฟรับซื้อ 20.34% ที่ราคา 59 บาท/หุ้น สูงกว่าราคาปิดล่าสุด 46.50 บาท (10/3/2566) (ที่มาส่านักข่าวอินโฟเควสท์ )