แนวโน้มยอดขายปี 2566 มีทั้งเชิงบวกและลบ ได้แก่ i) ยอดขายที่เกี่ยวข้องกับ smartphone และ PC น่าจะอ่อนแอ (สอดคล้องกับประมาณการของ KGI Taiwan ที่คาดว่ายอดขาย smartphone และ PC ทั่วโลกจะลดลง 6% และ 5% ในปี 2565)
และ ii) ยอดขายที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มยานยนต์ และ RFID จะยังคงแข็งแกร่ง เราคาดว่าคำสั่งซื้อส่วนที่เกี่ยวกับ smartphone จะยังไม่ฟื้นจนกว่าจะ 2H66 ทั้งนี้ เนื่องจากรายได้จากส่วนที่เกี่ยวข้องกับ smartphone และ PC คิดเป็น 30% และ 10% ของรายได้รวมตามลำดับ เราจึงคาดว่ายอดขายของ HANA น่าจะอ่อนแอใน 1H66 ก่อนที่จะฟื้นตัวได้บ้างใน 2H66
อัตรากำไรจะถูกกดดัน
มีหลายปัจจัยที่อาจจะกดดันอัตรากำไรของ HANA ในปีนี้ ได้แก่ i) ความผันผวนของค่าเงินบาท หลังจากที่อัตราแลกเปลี่ยน QTD เฉลี่ยอยู่ที่ 33.60 บาท/ดอลลาร์ฯ (จาก 33.00 บาท/ดอลลาร์ฯ ใน 1Q65 และ 36.60 บาท/ดอลลาร์ฯ ใน 4Q65) ii) ต้นทุนแรงงานเพิ่มขึ้น (ต้นทุนแรงงานคิดเป็นประมาณ 15% ของยอดขายรวม) และ iii) ต้นทุนค่าสาธารณูปโภคสูงขึ้น
กำลังมองหาทางเลือกทางการเงินสำหรับการขยายกิจการ PMS
ผู้บริหารของ HANA ยังไม่ได้ตัดสินใจเกี่ยวกับการเพิ่มทุนผ่านการขายหุ้นแบบ PP แต่ทั้งนี้ทางบริษัทพยายามจะมองหาทุกทางเลือกทางการเงินที่เป็นไปได้ โดยวัตถุประสงค์คือเพื่อใช้ขยายกิจการ PMS เพราะบริษัทมองเห็นอุปสงค์ที่แข็งแกร่งจากผลิตภัณฑ์ SIC ในขณะที่การผลิตในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดอยู่ ทั้งนี้ ในปัจจุบัน อุปกรณ์ SIC มี lead time ถึง 6-18 เดือน และกำหนดว่าต้องมีการจ่ายเงินล่วงหน้า 80% HANA ตั้งเป้ายอดขายจาก PMS ในปีนี้ที่ 30-33 ล้านดอลลาร์ฯ และปี 2567 ที่ 60 ล้านดอลลาร์ฯ
ปรับประมาณการกำไรเล็กน้อย
เราทบทวนสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้น (จาก 14.3% เป็น 13.8% ในปี 2566 และจาก 14.5% เป็น 14.2% ในปี 2567) และสัดส่วน SG&A ต่อยอดขาย (จาก 5.9% เป็น 6.4% ในปี 2566-2567) ทำให้เราปรับลดประมาณการกำไรจากธุรกิจหลักในปี 2566-2567 ลง 9% และ 6% ตามลำดับ
Valuation & action
เราปรับลดราคาเป้าหมายสิ้นปี 2566 ลงจากเดิมที่ 47 บาท เหลือ 43 บาท อิงจาก PER ที่ 15.0x (ค่าเฉลี่ยในอดีต -0.25 S.D.) ทั้งนี้ จากแนวโน้มผลประกอบการที่อาจจะอ่อนแอใน 1H66 และแนวโน้มการฟื้นตัวที่ท้าทายใน 2H66 รวมถึงราคาหุ้นที่ยังมี downside ถึงราคาเป้าหมายของเราอีกถึง 21% เราจึงปรับลดคำแนะนำ HANA จาก “ถือ” เป็น “ขาย”
Risks
ภัยธรรมชาติ, มีการปิดโรงงานนอกแผน, ลูกค้าเปลี่ยนไปสั่งสินค้าจาก supplier รายอื่น, ขาดแคลนวัตถุดิบ, เงินบาทแข็งค่าขึ้น (เราใช้สมมติฐานอัตราแลกเปลี่ยนปี 2566-67 ที่ 33.80 บาท/ดอลลาร์ฯ)









