วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กลยุทธ์การลงทุน สรุปผลประกอบการ บจ. ไตรมาส 4/2565 – อ่อนแอมาก

กำไรรวม 4Q65 ของบริษัทที่ KGI ศึกษาอยู่ลดลง 41% YoY และ 30% QoQ ต่ำกว่า consensus 33% ฤดูส่งงบ 4Q65 จบลงแล้ว และเรามองว่าเป็นไตรมาสที่ผลประกอบการแย่

โดยกำไรรวมใน 4Q65 ของบริษัทที่ KGI ศึกษาอยู่ลดลง 41% YoY และ 30% QoQ ต่ำกว่าที่ตลาดคาดเอาไว้ 33% สำหรับในปี 2565 กำไรรวมของบริษัทที่ KGI ศึกษาอยู่เพิ่มขึ้นเพียง 6.1% อย่างไรก็ตาม เราพบว่ากำไรรวมของทั้งตลาดลดลง 7.1% จากปี 2564 โดยบางบริษัทในกลุ่มประกัน และรับเหมาก่อสร้าง อย่างเช่น SMK และ ITD มีผลขาดทุนอย่างหนัก ทั้งนี้ 50% ของบริษัทที่เราศึกษาอยู่ประกาศผลประกอบการ 4Q65 ออกมาน่าผิดหวัง โดยมีเพียง 28% เท่านั้นที่ผลประกอบการออกมาดีเกินคาด และอีก 12% เป็นไปตามคาด

 

กำไรของกลุ่มนิคมฯ สื่อ และโรงแรมออกมาดี แต่ของกลุ่มสาธารณูปโภค ธนาคาร และ F&B น่าผิดหวัง
 

ดังแสดงใน Figure 3 กลุ่มนิคมฯ สื่อ และโรงแรม มี % ของบริษัทในกลุ่มที่ผลประกอบการดีเกินคาดมากที่สุด สอดคล้องกับธีมการลงทุนที่เราแนะนำไว้ ซึ่งเน้นไปที่กลุ่มที่เกี่ยวกับการบริโภค และการท่องเที่ยว แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผลประกอบการของกลุ่มโรงไฟฟ้า ธนาคาร และ F&B ออกมากลาง ๆ ในขณะที่กลุ่มพลังงานก็ไม่ได้ดีกว่ากันสักเท่าไหร่ ทั้งนี้ เนื่องจากผลประกอบการของหุ้นกลุ่ม large-cap ส่วนใหญ่ออกมาน่าผิดหวัง จึงทำให้กำไรสุทธิใน 4Q65 ออกมาต่ำกว่า consensus 33%

กลยุทธ์การลงทุน สรุปผลประกอบการ บจ. ไตรมาส 4/2565 – อ่อนแอมาก

 

EPS ปี 2565 ออกมาตํ่ากว่าคาดมาก ส่วน EPS ปี 2023 ถูกปรับลดลงเล็กน้อย แต่ growth ดูดีจากฐานกำไรที่ตํ่าลงค่อนข้างมาก

ทั้งหุ้นที่ KGI ศึกษาอยู่ และ consensus EPSs ปี 2565 ออกมาที่ประมาณ 92 สำหรับประมาณการ EPS ปี 2566 เรายังไม่เข้าใจชัดเจนว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไรที่ทำให้ consensus EPS ลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังปีใหม่ แต่ขยับกลับขึ้นมาในช่วงไม่กี่วันมานี้ ทั้งนี้ ประมาณการ EPS ปี 2566 ของหุ้นที่เราศึกษาอยู่ และ Bloomberg อยู่ที่ 108 และ 105 ตามลำดับ ถึงแม้เราจะคาดว่า EPS ของตลาดหุ้นไทยจะนิ่ง ๆ ไปอีกสักพักเพราะฤดูส่งงบจบไปแล้ว แต่เราจะติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลก โมเมนตัมการส่งออกของไทย และ แรงกดดันทางด้านต้นทุนของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อแนวโน้มกำไรในปี 2566

 

สัดส่วน risk/reward ในระยะกลางของดัชนี SET ยังดีอยู่ เรามองว่า downside ในกรณีฐานอยู่ที่ 1,610ใ นขณะที่ปรับเป้าดัชนีปี 2566 เป็น 1,730 จุด

หลังจากที่จบช่วงส่งงบแล้ว เราประเมินว่า downside ของดัชนี SET อยู่ที่ 1,610 จุด คำนวณจาก earnings yield gap (EYG) ระยะยาวที่ 4.1%, อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยอายุ 10 ปี ที่ 2.6% และ EPS ปี 2566 ที่ 108 นอกจากนี้ เรายังปรับลดเป้าดัชนี SET ลงเล็กน้อยเหลือ 1,730 ซึ่งยังอิงอยู่กับ PE เป้าหมายที่ 16.0x แต่ตัวเลข EPS ปรับลงมาเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ดังที่เราระบุไว้ในบทวิเคราะห์กลยุทธ์เดือนมีนาคมว่าเรายังไม่เห็นปัจจัยที่จะกระตุ้นให้ตลาดกลับทิศได้ในระยะสั้น เพราะนักลงทุนกำลังติดตามตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ และยุโรป รวมถึงการตัดสินนโยบายการเงินของ FOMC ในปลายเดือนนี้ เราอาจจะเปลี่ยนโหมดมาเป็น risk-on เมื่อได้จังหวะเหมาะ แต่ในตอนนี้เรายังยึดธีมหุ้นเดือนมีนาคม โดยเน้นกลุ่มที่จะได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว, การเลือกตั้ง และการฟื้นตัวของผลประกอบการ ซึ่งได้แก่ ERW, MINT*, AP*, LH*, BEC*, WHA* และ PTG*