วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เลือกรายตัวในช่วง SET Index ยังแกว่งตัวไร้ปัจจัยผลักดันชัดเจน 

แรงกดดันจากงบใกล้หมดหลังเข้าสู่ช่วงท้ายของการประกาศผลประกอบการ หุ้นสหรัฐฯ เมื่อคืนปิดบวกหลังตัวเลข GDP 4Q65 ที่ประกาศรอบ 2 ปรับลดลงเหลือ +2.7% จากเดิม +2.9% ลดความกังวลต่อเงินเฟ้อ

อย่างไรก็ตามบรรยากาศลงทุนหุ้นต่างประเทศทรงตัวรอจับตาดูข้อมูลที่เชื่อมโยงกับอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ (PCE) คืนนี้ ขณะที่บรรยากาศลงทุนหุ้นไทย แรงกดดันจากการปรับลดประมาณการขนาดใหญ่ที่มีต่อ SET Index มาจากหุ้นกลุ่มพลังงาน จากการตั้งสำรองขนาดใหญ่ต่างๆ ขณะที่ผลการดำเนินงานของหุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวกับท่องเที่ยว เปิดเมืองและการบริโภค แม่จะมีบางส่วนที่ต่ำคาด แต่ในหุ้นหลักหลายๆตัวยังออกมาในเกณฑ์ดี ทำให้ภาพรวมแม้ดัชนีไม่ไปไหน แต่นักลงทุนยังสามารถเลือกเก็งกำไรในหุ้นที่ภาพใหญ่แล้วจะเห็นการฟื้นตัวในปีนี้
 

การนำธุรกิจบริหารสนามบินเข้า IPO จะเป็นจุดเปลี่ยนของ SAMART Group บริษัทในกลุ่มสามารถ รายงานผลประกอบการปี 2565 โดยมีเพียง SAMTEL ที่กำไร 260 ล้านบาท (0.42 บาท/หุ้น) ขณะที่ SDC รายงานขาดทุน 1,175 ล้านบาท (-0.09 บาท/หุ้น) และ SAMART รายงานขาดทุน 955 ล้านบาท (-0.95 บาท/หุ้น) โดยผลขาดทุนส่วนใหญ่มาจากสายงานธุรกิจ Digital ที่ดำเนินการโดย SDC จากการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ที่ยังไม่ถึงจุดคุ้มทุนในการให้บริการ เรามองปี 2566 มีโอกาสเป็นจุดเปลี่ยนของ SAMART Group จากแผนการนำธุรกิจบริหารสนามบินกัมพูชา เข้าจดทะเบียน (IPO) ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่วงไตรมาส 4/66 ซึ่งจะส่งผลดีสำคัญกับผู้ถือหุ้น SAMART ได้แก่ 1) เพิ่มมูลค่าหุ้นในเชิง NAV เนื่องจากคาดมูลค่าระดมทุนน่าจะอยู่ราว 1 หมื่นล้านบาท และ SAMART คาดถือหุ้น 65% 2) หลังการระดมทุน และแบ่งขายหุ้นบางส่วน คาด SAMART จะได้เม็ดเงินราว 3,000 ล้านบาท เพื่อลดภาระหนี้ 3) ผู้ถือหุ้น SAMART จะได้สิทธิ์ซื้อหุ้นก่อน (Preemptive right) ในอัตราส่วน 100 SAMART ต่อ 1 หุ้นใหม่ที่จะ IPO // เราประเมินมูลค่าทางกลยุทธ์ของ SAMART ด้วย Discounted to NAV ที่ 8-9 บาท/หุ้น
 

ประเด็นลงทุนระยะกลางที่น่าสนใจ 1) ฟื้นตัวจากเศรษฐกิจและเปิดเมือง BBL, SCB, MINT, SPA, VRANDA, KISS, CPN, CRC, CPALL, MAKRO, MAJOR 2) หุ้นได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจจีนฟื้นตัว (พลังงาน ปิโตรเคมี บรรจุภัณฑ์) ได้แก่ PTTGC, IRPC, SCGP, AJ, PTL, SCC, PTTEP, PTT 3) กลุ่มบริโภคและการย้ายฐานการผลิต ได้แก่ WHA, AMATA, ROJNA 4) การขายไฟพลังงานทดแทน 5200MW GULF, GUNKUL, BCPG, SSP, BGRIM, GPSC, EGCO 5) หุ้นที่น่าสนใจอื่นๆ DMT, TVDH, FLOYD, SORKON, ASW, S, CBG, AEONTS, SAMART, SDC 6) กลุ่มน้ำตาล เข้า high season และปริมาณการผลิตไทยสูงสุดในรอบ 3 ปี ดีกับ KSL, KTIS, KBS, BRR

 

ภาพรวมกลยุทธ์: กรอบแกว่งที่ 1,645-1,670 จุด แม้ตลาดยังผันผวนจากการปรับพอร์ตของต่างชาติและการรายงานงบรายตัวในระยะสั้น แต่แรงกดดันจากผลประกอบการน่าจะเริ่มทยอยลดลง การเก็งกำไรระยะสั้นเน้น selective buy กลุ่มที่น่าจะเห็นการฟื้นตัวได้ชัดเจนในปี 2566 และยังมีการถือครองที่ต่ำ (Underowned) ได้แก่ กลุ่มเปิดเมืองที่ยังขึ้นน้อย, ค้าปลีก (ที่ได้ประโยชน์จากนักท่องเที่ยวกลับมา), ปิโตรเคมี, การเงิน, โภคภัณฑ์ (เฉพาะเหล็กและน้ำตาล) และหุ้นที่มีปัจจัยบวกรายตัว โดยหุ้นที่เรามองสามารถทยอยสะสม ได้แก่ MAJOR, CPALL, MAKRO, BJC, PTTGC, IRPC, TIDLOR, AMANAH, MILL, TSTH, KSL, ROJNA, SAMART, SDC เป็นต้น //หุ้นแนะนำ: VRANDA*, ROJNA*, MAJOR*, SAMART*

แนวรับ: 1,635-1,650 / แนวต้าน : 1,659 จุด สัดส่วน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%
 

 

 

ประเด็นการลงทุน

สหรัฐหั่น GDP Q4/65 สู่ระดับ +2.7% จากเดิมคาด +2.9% – กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 4/2565 ในวันนี้ โดยระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 2.7% ในไตรมาสดังกล่าว ต่ำกว่าตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 ซึ่งระบุว่ามีการขยายตัว 2.9%

สหรัฐเผยตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานลดลงสัปดาห์ที่แล้ว สวนทางคาดการณ์ - ลดลง 3,000 ราย สู่ระดับ 192,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว สวนทางนักวิเคราะห์คาดเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 200,000 ราย

ยูโรสแตทเผยดัชนี CPI ยูโรโซน +8.6% ในเดือนม.ค. – สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของยูโรโซนชะลอตัวสู่ระดับ 8.6% ในเดือนม.ค. เมื่อเทียบรายปี จากระดับ 9.2% ในเดือนธ.ค.

EIA เผยสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐเพิ่มขึ้นมากกว่าคาด – สำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐเพิ่มขึ้น 7.6 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าเพิ่มขึ้น 2.1 ล้านบาร์เรล

Alibaba กำไร,รายได้พุ่งเกินคาด ขานรับจีนคลายล็อกดาวน์– อาลีบาบาเปิดเผยว่ารายได้อยู่ที่ระดับ 2.4776 แสนล้านหยวน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 2.4518 แสนล้านหยวน นอกจากนี้ กำไรสุทธิพุ่งขึ้น 69% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2564 โดยอยู่ที่ระดับ 4.682 หมื่นล้านหยวน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.402 หมื่นล้านหยวน

Opportunity day - 24 ก.พ.: WICE, LHK, SPALI, PT, OSP, NETBAY, SECURE / 27 ก.พ. – ADB, IRPC, SABINA, SPRC, BEYOND, RCL, DOHOME/28 ก.พ.–SFT, THANA, PIMO, ASW, CHAYO, SONIC, BAM

 

ประเด็นติดตาม: 24 ก.พ. – US Core PCE Price Index / 27 ก.พ. – US Pending Home Sales / 28 ก.พ. -CB Consumer Confidence / 1 มี.ค. – US ISM Manufacturing PMI / 2 มี.ค. – EU CPI

(* หมายถึง หุ้นทางกลยุทธ์ ซึ่งอาจมีคำแนะนำต่างกับพื้นฐาน หรือที่ไม่ ได้อยู่ในการวิเคราะห์ของ UOBKH ซึ่งนักลงทุนควรพิจารณาตั้งจุดตัดขาดทุน 3-5% ของราคาที่เข้าซื้อ)