เราคาดว่าตลาดจะพักฐานช่วงสิ้นปี 2565 และไม่น่าจะมีการทำ window dressing
ในสัปดาห์ที่แล้ว ตลาดหุ้นอยู่ในโหมด sideways ซึ่งแย่กว่าที่เราคาดเอาไว้เล็กน้อย เพราะตลาดการเงินทั่วโลกถูกกดดันจากความกลัวเศรษฐกิจถดถอย และการที่ธนาคารกลางประเทศญี่ปุ่น (BoJ) ปรับนโยบายการเงินแบบเหนือความคาดหมาย โดยในสัปดาห์ที่แล้ว BoJ ได้ขยายกรอบการซื้อขายพันบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) อายุ 10 ปี จาก +/- 0.25% เป็น +/- 0.50% ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นชั่วคราว เพราะนักลงทุนบางส่วนมองว่าเป็นสัญญาณการดำเนินนโยบายการเงินที่ตึงตัวขึ้นของญี่ปุ่น สำหรับปัจจัยภายในประเทศ คณะรัฐมนตรีได้ประกาศมาตรการกระตุ้นการบริโภค ซึ่งได้แก่ การเปิดให้นำยอดการใช้จ่ายซื้อสินค้ามาหักภาษีได้ และขยายกรอบเวลาการลดค่ารรมเนียมในตลาดอสังหาริมทรัพย์สำหรับกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับกลางถึงล่าง
สำหรับในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นสัปดาห์สุดท้ายของปี 2565 เราคาดว่าดัชนี SET น่าจะพักฐาน เพราะนักลงทุนบางรายปิดสถานะสำหรับปีนี้ไปแล้ว ในขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนอยู่จากความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปี 2566 ดังนั้น เราจึงเชื่อว่าผู้เล่นในตลาดยังต้องติดตามดูตัวเลขเศรษฐกิจเดือนมกราคม ก่อนที่จะขยับตัวอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับปัจจัยภายในประเทศมีการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาแล้ว และน่าจะสร้างแรงหนุนให้กับผู้บริโภคได้จำกัดในระยะสั้น นอกจากนี้ เรายังมองว่าไม่น่าจะมีแรงซื้อ ‘window dressing’ อย่างมีนัยสำคัญในช่วงสิ้นปี 2565 โดยหุ้นกลุ่มที่ underperform YTD ได้แก่กลุ่มพลังงาน และปิโตรเคมี ซึ่งเรามองว่าจะยังคงมีแนวโน้มอ่อนแอต่อเนื่องในปี 2566
ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ, สถานการณ์ COVID-19 ของจีน และกระแสข่าวการเมืองไทย
ปัจจัยต่างประเทศ: ตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคสหรัฐ และกระแสข่าว COVID-19 ของจีน ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐที่มีกำหนดจะประกาศออกมาในสัปดาห์นี้ได้แก่ ราคาบ้านเดือนตุลาคมในวันที่ 27 ธันวาคม และ ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) เดือนพฤศจิกายนในวันที่ 28 ธันวาคม นอกจากนี้ นักลงทุนยังควรติดตามกระแสข่าวเกี่ยวกับการติดเชื้อ COVID ในประเทศจีนหลังจากที่สื่อตะวันตกรายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่ามีชาวจีนติดเชื้อไปแล้วถึง 250 ล้านคนในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา
ปัจจัยในประเทศ: ข้อมูลเศรษฐกิจเดือนพฤศจิกายน และกระแสข่าวการเมือง ในวันที่ 30 ธันวาคม ธปท. จะรายงานข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคเดือนพฤศจิกายน เรามองว่ารายได้ภาคเกษตร การบริโภคภาคเอกชน และ การท่องเที่ยวน่าจะยังคงแข็งแกร่ง YoY เช่นกับช่วงเดือนที่ผ่าน ๆ มา ทั้งนี้ เราอาจจะเห็นกระแสข่าวการเมืองกลับมาคึกคักมากขึ้น หลังจากที่นายกฯ ประยุทธ์ ประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันศุกร์ที่แล้วว่าจะตั้งพรรคการเมืองใหม่ ‘รวมไทยรักษาชาติ’ ในการเลือกตั้งรอบหน้า
เรายังคงแนะนำให้ซื้อสะสมหุ้นในธีมการลงทุนของ 1Q66
ถึงแม้ว่าตลาดอาจจะผันผวนในช่วงต้นปี 2566 เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง แต่ตลาดไทยอาจจะ outperform ได้ และ risk-reward ของดัชนี SET ยังน่าสนใจเนื่องจาก i) เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวอย่างแข็งแกร่งในปี 2566 ii) โมเมนตัมของ EPS กลุ่มที่เน้นเศรษฐกิจในประเทศยังคงฟื้นตัวได้ดี และ iii) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ลดลงในช่วงนี้ช่วยหนุนราคาหุ้นในตลาดไทย ดังนั้น เราแนะนำให้นักลงทุนยังคงซื้อสะสมหุ้นที่ตามกลยุทธ์การลงทุนของเราใน 1Q66 อย่างเช่น ธนาคาร
ขนาดใหญ่ และหุ้นบางตัวในธีมผู้บริโภค และการท่องเที่ยว รวมถึงหุ้นที่จะได้อานิสงส์จากอัตราผลตอบแทนพันบัตรที่ลดลง และ เงินบาทที่แข็ง โดยสรุปแล้ว หุ้นเด่นที่เราแนะนำให้ลงทุนใน 1Q66 ได้แก่ BBL*, KTB*, CPALL*, HMPRO*, BDMS*, ERW*, SAWAD*, TIDLOR*, WHA* และ GULF*









