วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Investment Strategy (3 พฤศจิกายน 2565)

Fed ส่งสัญญาณดอกเบี้ยอาจขึ้นไปสูงกว่าที่ตลาดคาด แต่จะผ่อนจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยตามความเหมาะสม

สาระสำคัญของการประชุม Fed นัดล่าสุดน่าจะสรุปได้ดังนี้ “ตอนนี้มันเป็นเรื่องของจุดหมายล้วน ๆ แล้ว ไม่ใช่เรื่องของอัตราการขึ้นระหว่างทาง” ถึงแม้ว่าตลาดจะคาดเอาไว้แล้วว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอีก 75bp เป็น 3.75-4% แต่ Fed ส่งสัญญาณว่าจะขึ้นดอกเบี้ยต่อไปจนเกินกว่าเป้าที่มีการคาดไว้ในปัจจุบันที่ ที่ 4.6% จากการประมาณการในเดือนก.ย. ทั้งนี้ Fed เปิดเผยว่าได้พิจารณาผลกระทบสะสม และ ความล่าช้า (cumulative and lag effects) ของการส่งผ่านผลของนโยบายการเงินจากการเร่งขึ้นดอกเบี้ย (front-loaded monetary policy tightening) แล้ว ดังนั้น จึงอาจจะชะลอจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยลงได้ ซึ่งอาจจะชะลอในการประชุมนัดหน้า หรือนัดหลังจากนั้น อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ยังขึ้นอยู่กับพลวัตรของเงินเฟ้อในระยะต่อไปด้วย

 

 

Fed ยังมีมุมมองว่า “ยังดำเนินการน้อยเกินไป”

ประเด็นสำคัญที่ได้จากถ้อยแถลงของ Fed และการจัดแถลงข่าวก็คือ FOMC ยังคงมุ่งมั่นเต็มที่ในการที่จะกดเงินเฟ้อให้กลับมาอยู่ภายในเป้า 2% เพราะความเสี่ยงยังส่อไปในทางว่า Fed “ยังดำเนินการน้อยเกินไป” ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจเสียหายหนักขึ้นในระยะยาว  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นชัดแล้วว่าแรงกดดันทางด้านเงินเฟ้อยังไม่ลดลงง่าย ๆ นอกจากนี้ Fed ยังระบุอีกว่าการที่แรงกดดันทางด้านอุปทานลดลงอย่างมีนัยสำคัญน่าจะทำให้เงินเฟ้อชะลอตัวลงได้แล้ว แต่ปรากฏว่ายังไม่เป็นเช่นนั้นเลย ซึ่งอาจจะเป็นเพราะตลาดงานแข็งแกร่งเกินคาด ในขณะเดียวกัน  ยอดคนตกงานในช่วงที่เกิดสถานการณ์โรคระบาดอาจจะต่ำกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้อย่างมาก ทั้งนี้ ดังที่เราเคยระบุเอาไว้ก่อนหน้านี้เกี่ยวกับ lag effect ของนโยบายการเงินต่อเงินเฟ้อ และการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยทาง Fed ทราบดีถึงผลกระทบสะสม และ ความล่าช้า (cumulative and lag effects) ของการส่งผ่านผลของนโยบายการเงินในปัจจุบัน ซึ่งหมายความว่าจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยในระยะต่อไปอาจจะชะลอลงได้ แต่น่าจะยังไม่ถึงเวลาพิจารณาหยุดขึ้นดอกเบี้ย

มีโอกาสน้อยลงสำหรับภาวะเศรษฐกิจจะลงแบบ soft-landing  

ประธาน Fed ยอมรับว่ามีโอกาสน้อยลงที่เศรษฐกิจจะลงแบบ soft-landing เพราะเงินเฟ้อยังคงสูงต่อเนื่อง ทำให้ Fed ยังต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อไปเพื่อลดแรงกดดันทางด้านราคาให้เงินเฟ้อกลับมาอยู่ในเป้าหมาย ทั้งนี้ ในขณะที่เรากำลังเขียนบทวิเคราะห์ฉบับนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 3M-10Y กำลังเกิดภาวะ invert อยู่ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นของภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทั้งนี้ เนื่องจากอุปทานที่เกี่ยวข้องกับแรงกดดันด้านราคาลดลงมาอย่างมากแล้ว (Fig 5) ดังนั้น เงินเฟ้อที่ยังเพิ่มขึ้นอยู่ในปัจจุบันอาจจะมาจากตลาดงานที่แข็งแกร่ง ซึ่งอาจจะตีความได้ว่า Fed อาจจะต้องขึ้นดอกเบี้ยต่อไปจนเกิน 4.6% เพื่อเพิ่มอัตราการว่างงาน ทั้งนี้ หากไม่มีอุปทานแรงงานเพิ่มเข้ามาในระบบ Fed อาจจะต้องมุ่งฉุดอุปสงค์ลง และนั่นอาจจะนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ ทั้งนี้ ดังที่เราได้ระบุเอาไว้ในบทวิเคราะห์กลยุทธ์ฉบับก่อน ๆ เราคาดว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐน่าจะขึ้นไปจนถึงช่วง 5-5.5% ซึ่งเป็นระดับที่จะทำให้อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 4.5% ซึ่งจะเป็นระดับที่ฉุดให้เงินเฟ้อกลับมาอยู่ใกล้ช่วง 2-3%

Investment Strategy (3 พฤศจิกายน 2565)