วันศุกร์ที่ผ่านมา ดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบแคบ แรงซื้อนำโดยหุ้นกลุ่มพลังงาน ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้น นักลงทุนติดตามการรายงานดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนก.ย. ของสหรัฐ
ส่งผลให้ดัชนี SET Index ปิดตลาดที่ 1,606.07 จุด +3.74 จุด +0.23% มูลค่าการซื้อขาย 55,160 ลบ. ต่างชาติ +2,880.53 ลบ. TFEX +15,574 สัญญา ตราสารหนี้ +860.15 ลบ.
ปัจจัยบวก
+ ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้น 828.52 จุด +2.59% ขานรับการเปิดเผยข้อมูลดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งบ่งชี้ว่าเงินเฟ้อของสหรัฐได้ผ่านจุดสูงสุดแล้ว ลดแรงกดดันในการเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED ซึ่งจะประชุมนโยบายการเงินในสัปดาห์หน้า
+ โกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ว่า เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.75% ในการประชุมสัปดาห์นี้เพราะเงินเฟ้อที่สูง และลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ
+รัฐบาลเปิดเผยว่าความสามารถในการชำระหนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ดี สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ณ สิ้นปีงบประมาณ 2565 จะอยู่ที่ 62.69% ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้กรอบที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70%
+ ททท.เตรียมปรับแผนรับนักท่องเที่ยวรอจีนเปิดประเทศ หารือเอเยนต์ทัวร์รายใหญ่ "ซีทริป" ของจีน ขายแพ็กเกจล่วงหน้า เดินทางได้ภายใน 2 ปี ลดราคาให้ 50-75%
+ ตลท. สรุปมูลค่าซื้อขายหลักทรัพย์สะสมเกือบ 10M65 นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิ 154,719.84 ล้านบาท
+/- ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (EIC) ระบุว่าหนี้ครัวเรือนไทย ณ 2Q65 อยู่ที่ 14.76 ล้านล้านบาท ขยายตัว 3.5%YOY มีทิศทางชะลอลงต่อเนื่องหลายไตรมาส ขยายตัวต่ำกว่าค่าเฉลี่ยก่อนเกิดวิกฤตโควิดและเพิ่มช้าสุดในรอบ 18 ปี ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยต่อ GDP ลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ 88.2%
ปัจจัยลบ
- สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) ลดลง 1.18 ดอลลาร์ หรือ -1.3% ปิดที่ 87.9 ดอลลาร์/บาร์เรล แต่เพิ่มขึ้นเกือบ 3.4% ในรอบสัปดาห์ ถูกกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับอุปสงค์น้ำมันในจีนหลังมีประกาศมาตรการล็อกดาวน์รอบใหม่เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
- FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่านักลงทุนให้น้ำหนัก 84.5% ที่ FED จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% เป็นครั้งที่ 5 ติดต่อกันในการประชุมนโยบายวันที่ 1-2 พ.ย.นี้ และให้น้ำหนัก 51.4% ที่ FED จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% ในเดือนธ.ค.
- จีนประกาศมาตรการล็อกดาวน์รอบใหม่เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สวนทางกับที่นักลงทุนคาดหวังว่า จีนจะผ่อนคลายมาตรการโควิดเป็นศูนย์ มาตรการล็อกดาวน์รอบใหม่นี้ครอบคลุมตั้งแต่เมืองอู่ฮั่นไปจนถึงเส้นทางอุตสาหกรรมของจีนบนชายฝั่งตะวันออก ส่วนการชัตดาวน์ในหลายพื้นที่ของกรุงปักกิ่งและเซี่ยงไฮ้ยังคงดำเนินต่อไป
แนวโน้มตลาดวันนี้
คาดดัชนีในวันนี้เคลื่อนไหว Sideway up โดยได้แรงหนุนจาก Fund Flow ที่ไหลเข้าต่อเนื่อง และ Fed watch เผยว่าโอกาสที่จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน พ.ย. ที่ 0.75 bps เหลือเพียง 84% ลดลงจากต้นเดือน ต.ค. ที่ให้โอกาสสูงถึง 95% แต่การประชุมเดือน ธ.ค. อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยเพียง 0.50 bps เนื่องจากคาดว่าอัตราเงินเฟ้อใกล้ผ่านจุดพีคไปแล้ว คาดกรอบดัชนีในวันนี้ที่ 1,600-1,615 จุด
กลยุทธ์การลงทุน
• หุ้นซ่อมแซมหลังน้ำท่วม : GLOBAL DOHOME HMPRO TOA DPAINT COTTO DCC TASCO
• หุ้นเด่น IAA : ADVANC AOT BBL KBANK
• ลุ้น ครม. คนละครึ่งเฟส 6 และ เราเที่ยวด้วยกัน : TNP KK ERW CENTEL VRANDA ASAP SPA AAV BA AOT
• ตัวเลขส่งออกเดือน ก.ย. ขยายตัว : TU GFPT TFG ASIAN
หุ้นรายงานพิเศษ
AUCT “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 10.60 บาท
คาดผลประกอบการจะฟื้นโตดีตั้งแต่ 3Q65 เป็นต้นไป
•งวด 2Q65 มีรายได้และกำไร 204 ลบ. +1%YoY -1.9%QoQ และ 45 ลบ. -1.8%YoY -1.2%QoQ ตามลำดับ อ่อนแอกว่าที่คาดเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม รายได้เริ่มฟื้นตัว YoY และอ่อนตัวลงเพียงเล็กน้อย QoQ แม้ช่วง 1Q65 มีรายได้จากการจัดงานประมูลพิเศษ โดยปัจจัยหนุนมาจากจากการผ่อนคลายมาตรการต่างๆของภาครัฐทำให้เศรษฐกิจคล่องตัวขึ้น ประกอบกับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของสถาบันการเงินที่ทยอยสิ้นสุดลง ทั้งนี้ช่วง 1H65 มีกำไร 90 ลบ. คิดเป็น 35% ของประมาณการทั้งปีที่ 261 ลบ.
•คาดผลประกอบการจะโตดีตั้งแต่ 3Q65 เป็นต้นไป โดยเราคงคาดการณ์กำไรทั้งปี 65 ที่ 261 ลบ. +3%YoY โดยมีปัจจัยหนุน 2 ประการ คือ 1) สถาบันการเงินทยอยจบโครงการพักชำระหนี้ ทำให้ปริมาณรถยึดเข้าสู่การประมูลมีโอกาสเพิ่มมากขึ้น และ 2) การปรับค่าดำเนินการรถยนต์ 4 ล้อเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 บาท จาก 9,000 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.65 เป็นต้นไป
•ความเห็น เรามีมุมมองบวกต่อผลประกอบการช่วง 2H65 รวมทั้งมีโอกาสเติบโตขึ้นอีกจากการหาสินค้าใหม่ๆเข้ามาให้บริการประมูล โดยเราประเมินราคาเหมาะสมปี 65 ราว 10.60 บาท มีอัพไซต์ราว 10% ประกอบกับจ่ายปันผลราว 4-5% ต่อปี คงคำแนะนำ “ซื้อ”
หุ้นมีข่าว
(+) BGC ( Bloomberg Consensus 11.00 บาท) คาดดีลซื้อธุรกิจบรรจุภัณฑ์ได้ข้อสรุปปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้า ใช้งบ 500-600 ล้านบาท ชูช่วยหนุนการเติบโต เดินหน้าหาโอกาสลงทุนเพิ่ม ส่วนธุรกิจปีหน้ายังท้าทายจากราคาวัตถุดิบและต้นทุนพลังงานที่ทรงตัวสูง แต่มีแผนรองรับแล้ว ขณะที่ ผลดำเนินงานปีนี้ยอดขายเติบโตสองหลักดีกว่าเป้า เล็งเสนอบอร์ดแจ้งงบไตรมาส 3 พร้อมปันผล (ที่มา ทันหุ้น)
(+) LEO ( Bloomberg Consensus 23.00 บาท) ตั้งเป้าปี 2566 กำไรขั้นต้นเติบโตราว 10-15% จากเดิมเฉลี่ยราว 900 ล้านบาท รับฐานธุรกิจรถไฟหนุน ล่าสุดเซ็นสัญญาร่วม China Post Yunnan พร้อมจับมือ "เบาไทย อินเด็กซ์ แอสโซซิเอท - ศรีตรังโลจิสติกส์" เสริมความแข็งแกร่งขนส่งสินค้าทางรถไฟ จีน-ลาว-ไทย หนุนธุรกิจระยะยาว ชี้ดีลครั้งนี้หนุนรายได้ไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาทต่อปี (ที่มา ทันหุ้น)
(+) AH (Bloomberg consensus 35.75 บาท) มั่นใจปีนี้รายได้เข้าเป้าเพิ่มขึ้น 30% หนุนจากยอดผลิตรถยนต์ขยายตัว 27.99%YoY ด้านธุรกิจหลัก "ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์" เติบโตบวก รับอานิสงส์อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) สดใส มั่นใจรักษาอัตรากำไรขั้นต้นได้ 10-20% (ที่มา ทันหุ้น)
(+) HL (Bloomberg consensus 29.00 บาท) ตั้งเป้าผุดสาขาปี 2566 ครบ 50 แห่ง จากปีนี้คาดจบที่ 38-39 แห่ง คาดยอดขายปี 2566 โตต่อ 20% จากปีนี้คาดผลงานมาตามนัด บอสใหญ่ "ธัชพล ชลวัฒนสกุล" มองดีมานด์ยา อาหารเสริมล้น ผุดโปรดักต์ใหม่เจาะกลุ่มภูมิแพ้ (ที่มา ทันหุ้น)









