วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

SCB ผลประกอบการ 3Q65: คชจ.ดำเนินงานเพิ่มจากปรับโครงสร้าง

กำไรสุทธิของ SCB ใน 3Q65 อยู่ที่ 1.03 หมื่นล้านบาท (+3% QoQ และ 17% YoY) ซึ่งเป็นไปตามประมาณการของเรา แต่ต่ำกว่า consensus 3.5% ทั้งนี้ กำไรสุทธิในงวด 9M65 อยู่ที่ 3.05 หมืนล้านบาท (79% ของประมาณการกำไรเต็มปีของเรา)

ถึงแม้ว่าผลประกอบการใน 3Q65 จะเป็นไปตามที่เราคาไว้แต่ NII ที่สูงเกินคาดหักล้างไปกับ FVTPL ที่ต่ำเกินคาด และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่สูงเกินคาด


สินเชื่อขยายตัวอย่างช้า ๆ แต่ NIM ที่เพิ่มขึ้นช่วยหนุน NII

สินเชื่อขยายตัวเล็กน้อย (+1% QoQ และ +2% YoY) เนื่องจากมีการชำระคืนหนี้สินเชื่อ H/P (-4% QoQ และ -13% YoY) และสินเชื่อธุรกิจ (-3% QoQ แต่ +4% YoY) อย่างไรก็ตาม สินเชื่อรายย่อยยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง (+1.6% QoQ และ +3% YoY) จากสินเชื่อผู้บริโภคกลุ่มที่ yield สูง (+5% QoQ และ +16% YoY) ทำให้ yield สินเชื่อเพิ่มขึ้น ( 25bps QoQ และ +40bps YoY) ชดเชยต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นส่วนต่างดอกเบี้ย (NIM) จึงเพิ่มขึ้น 15bps QoQ และ 45bps YoY ส่งผลให้ NII เพิ่มขึ้น(+6% QoQ, +18% YoY) ใน 3Q65 และเพิ่มขึ้น 12% ในงวด 9M65

 

รายได้ค่าธรรมเนียมทรงตัว แต่มีผลขาดทุนจาก FVTPL

รายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นเล็กน้อย (+2% QoQ แต่ -1% YoY) ใน 3Q65 และลดลง 5% ในงวด 9M65 โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาจากค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับสินเชื่อ และธุรกิจกองทุน อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังบันทึกผลขาดทุนจาก FVTPL จากการลงทุนใน Fintech และ startup venture capital ที่เข้าไปลงทุนผ่าน SCB10X เราคิดว่า FVTPL จากบริษัทในเครือจะอยู่ที่ประมาณ 1 พันล้านบาทใน 3Q65

 

 

 

มีค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างองค์กรใน 3Q65 และคาดว่าจะมีใน 4Q65 ด้วย

ต้นทุนในการปรับโครงสร้างองค์กรทำให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและอัตราภาษีเพิ่มขึ้นโดยรวมกันประมาณ 3 พันล้านบาท โดยในส่วนของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 6% QoQ และ 7% YoY ใน 3Q65 และเพิ่มขึ้น 6% ในงวด 9M65 ในขณะเดียวกันภาษีธุรกรรมจากการโอนสินเชื่อมีประกันทำให้อัตราภาษีจ่ายจริง (effective tax rate) เพิ่มขึ้นเป็น 30% (จากปกติที่ 20%) ทั้งนี้ ธนาคารคาดว่าต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องใน 4Q65 ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันทางด้านค่าใช้จ่ายใน 4Q65

 

คุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้

NPL โดยรวมลดลง 10% QoQ และ 14% YoY เนื่องจากมีการขาย NPL ออกไป ทำให้สัดส่วน NPL coverage เพิ่มขึ้นเป็น 162% (จาก 152% ใน 2Q65) และมีการกำหนด credit cost ลดลง ทั้งนี้ ในขณะที่ตัวเลข NPL ลดลง แต่ NPL เกิดใหม่จากกลุ่ม SME ยังเพิ่มขึ้นส่วน NPL จากสินเชื่อกลุ่มอื่นยังทรงตัว ซึ่งบ่งชี้ถึงความเสี่ยงหนี้เสียเกิดขึ้นแบบบางกลุ่ม แต่แนวโน้มยังคงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้

 

ปรับลดราคาเป้าหมายปี 2566F ลงเล็กน้อยเหลือ 134 บาท (PBV ที่ 0.95x)

ผู้บริหารมองแนวโน้มการเติบโตอย่างระมัดระวังมากขึ้นจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ และอุปสรรคที่เพิ่มขึ้นในระดับของเศรษฐกิจโลก ในขณะเดียวกัน แผนสร้างการเติบโตเชิงรุกเพื่อเพิ่มอัตรากำไรหักล้างไปกับความเสี่ยงระยะสั้นของค่าใช้จ่าย ทำให้เราประเมินมูลค่าหุ้นเชิงบวกลดลง และ derate PBV ลงเหลือ 0.95x ทำให้ได้ราคาเป้าหมายปี 2566 ใหม่ที่ 134 บาท (ลดลงจากเดิมที่ 150 บาท) แต่ยังคงคำแนะนำ ซื้อ SCB