“นักเศรษฐศาสตร์” จาก 3 ธนาคารพาณิชย์ ประเมินทิศทาง กนง. วันนี้ คาด “คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายยาว” ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ยังเติบโตต่ำ และการฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ขณะที่แรงกดดันจาก “เงินเฟ้อ” และ “ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย” ระหว่างไทยกับต่างประเทศเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องติดตาม
KEY POINTS
- นักเศรษฐศาสตร์ คาดกนง.คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายวันนี้
- จากเศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ และการขึ้นดอกเบี้ยอาจซ้ำเติมการฟื้นตัวที่ยังเปราะบางและไม่ทั่วถึง
- ห่วงการคงดอกเบี้ยของไทยสวนทางกับธนาคารกลางทั่วโลกที่ทยอยขึ้นดอกเบี้ย อาจสร้างความเสี่ยงให้เกิดเงินทุนไหลออก ค่าเงินบาทอ่อนค่า และกระทบเสถียรภาพการเงิน
- ชี้โจทย์ใหญ่ปีหน้า กนง.อาจเผชิญแรงกดดันเพิ่ม ในการพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ย หากแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันและปัจจัยต่างประเทศยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 28 ต.ค.2569 เป็นการประชุมท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจ รวมถึงทิศทางการพิจารณาดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบีไทย กล่าวว่า กนง.มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยเหตุผลสำคัญมาจากเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่งจีดีพีไทยจะขยายตัว 2% ทั้งในปีนี้และปีหน้า
ขณะที่ เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นมีปัจจัยหลักจากราคาน้ำมันและเสถียรภาพของตลาดการเงินในประเทศยังไม่ได้เผชิญปัญหาที่จำเป็นต้องเปลี่ยนทิศทางนโยบายในทันที
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตาไม่ใช่เพียงว่า กนง.จะ “คง” หรือ “ขึ้นดอกเบี้ย” ในการประชุมครั้งนี้ แต่เป็นคำถามว่าไทยจะรักษาระดับดอกเบี้ยต่ำไว้นานเพียงใด หากธนาคารกลางทั่วโลกและประเทศในภูมิภาคเริ่มส่งสัญญาณคุมเข้มนโยบายการเงินมากขึ้น จากแรงกดดันเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ
“การดำเนินนโยบายการเงินสวนทางกับต่างประเทศอาจทำได้ หากเศรษฐกิจไทยอ่อนแอจริง แต่ต้องพิจารณาผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ทั้งอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับสูงขึ้น เงินทุนไหลออก ค่าเงินบาทอ่อนค่า และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐที่กว้างขึ้น ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อเสถียรภาพทางการเงิน”
อีกด้านหนึ่ง เงินเฟ้อในประเทศเริ่มมีสัญญาณกระจายตัวกว้างขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจไทยมีลักษณะฟื้นตัวแบบ K-Shaped โดยกลุ่มธุรกิจที่เติบโตได้ยังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจและมีส่วนทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น แต่กลุ่มธุรกิจและประชาชนที่อยู่ในภาวะเปราะบางยังไม่เห็นการฟื้นตัวชัดเจน
สะท้อนจากสินเชื่อเอสเอ็มอีที่หดตัวต่อเนื่องและสินเชื่อครัวเรือนที่ขยายตัวได้จำกัด รวมถึงผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว การลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอาจเพิ่มความผันผวนให้ตลาดเงินและตลาดทุนจากทิศทางที่สวนทางกับต่างประเทศ ขณะที่การขึ้นดอกเบี้ยก็อาจซ้ำเติมเศรษฐกิจที่ยังอ่อนแอ จึงจำเป็นต้องพิจารณามาตรการเฉพาะกลุ่มเพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจส่วนที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
สำหรับแนวโน้มระยะถัดไปประเมินว่า กนง. น่าจะคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้ แต่ในไตรมาส 2 ปีหน้าอาจต้องกลับมาพิจารณาทิศทางนโยบายอีกครั้ง หากราคาน้ำมันไม่ปรับลดลง เงินเฟ้อต่างประเทศยังอยู่ในระดับสูง และแรงกดดันเงินเฟ้อจากอุปสงค์เพิ่มขึ้นจนมีความจำเป็นต้องปรับดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับทิศทางภูมิภาค
- จับตาปรับฐานดอกเบี้ยปีหน้า
นายนริศ สถาผลเดชา ประธานกลุ่ม Data และ Analytics ทีทีบี ประเมินว่า การประชุมกนง. วันนี้ มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายและรอดูสถานการณ์ (Wait and See) โดยแรงกดดันเงินเฟ้อในรอบนี้ยังไม่รุนแรงเท่าช่วงวิกฤติรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งเงินเฟ้อเคยพุ่งขึ้นถึง 7%
อย่างไรก็ตาม ทิศทางราคาพลังงานโลก การพึ่งพาพลังงานของไทย และสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม เพราะอาจผลักดันเงินเฟ้อให้เพิ่มขึ้นได้อีก
โดยประเมินว่า เงินเฟ้ออาจขยับขึ้นไปแตะระดับ 4% ในช่วงปลายปีหรือปีหน้า และเริ่มเห็นสัญญาณการส่งผ่านของราคาน้ำมันและอาหารสดไปยังเงินเฟ้อพื้นฐาน
ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจทำให้การดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไปมีความซับซ้อนมากขึ้น
ธนาคารกลางประเทศอื่นขึ้นดอกเบี้ย
ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยยังทยอยฟื้นตัวอย่างช้าๆโดยมีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักรการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) อิเล็กทรอนิกส์ และพลังงาน รวมถึงเงินลงทุนในตลาดหุ้น เป็นปัจจัยที่ช่วยประคองดุลการชำระเงิน
ทั้งนี้ ที่ต้องให้ความสำคัญคือ ระดับดอกเบี้ยนโยบายไทยที่อยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับทิศทางดอกเบี้ยและผลตอบแทนพันธบัตรของประเทศอื่น โดยส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยเทียบกับสหรัฐและประเทศในภูมิภาคอยู่ในระดับแคบมาก
“การปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเกินไปเป็นเวลานาน ขณะที่ธนาคารกลางประเทศอื่นทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ย อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค จึงจำเป็นต้องพิจารณาปรับฐานอัตราดอกเบี้ย (Recalibrate) ให้เหมาะสมกับสถานการณ์”
สำหรับช่วงที่เหลือของปีนี้คาดว่า กนง.จะยังคงดอกเบี้ย แต่ในปีหน้ามองว่ามีความจำเป็นต้องพิจารณาถึงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เพื่อให้ระดับดอกเบี้ยสอดคล้องกับสถานการณ์ต่างประเทศ ลดความเสี่ยงจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ห่างกันมากเกินไป และรองรับแรงกดดันจากเงินเฟ้อพื้นฐานที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
- ชี้ไทยยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย หาก GDP ไม่ถึง 3%
ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ธนาคารกรุงไทย ประเมินว่ากนง.มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจยังเป็นไปตามที่ประเมินไว้ และไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามากระทบอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์ แต่ยังไม่ได้พุ่งขึ้นอย่างรุนแรง ส่วนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจแม้ทยอยปรับดีขึ้น แต่ยังไม่ทั่วถึงทุกภาคส่วน
สำหรับความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับต่างประเทศ แม้ส่วนต่างที่กว้างขึ้นอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเงินทุนเคลื่อนย้าย
โดยเฉพาะหากเกิดปัจจัยกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดเกิดใหม่ แต่ไม่ได้หมายความว่าเงินบาทจะต้องอ่อนค่ารุนแรงทุกครั้งที่ส่วนต่างดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ เศรษฐกิจสหรัฐมีแรงขับเคลื่อนจากการลงทุนด้านเทคโนโลยีและ AI ในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อัตราดอกเบี้ยสหรัฐอยู่ในระดับสูงกว่าไทยได้
โดยมองว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีลักษณะคล้ายญี่ปุ่น ทั้งการเติบโตต่ำ การลงทุนไม่มาก และเงินเฟ้อต่ำ ส่งผลให้ไทยมีแนวโน้มต้องอยู่กับระดับดอกเบี้ยต่ำกว่าประเทศอื่นต่อไปอีกระยะหนึ่ง
“หมุดหมายสำคัญของเศรษฐกิจไทยในช่วง1-2 ปีข้างหน้า คือการผลักดันให้ GDP เติบโตถึงระดับ 3% ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสมสำหรับประเทศที่ประชากรไม่ได้เพิ่มขึ้นแล้ว โดยตราบใดที่เศรษฐกิจไทยยังเติบโตไม่ถึงระดับดังกล่าวกนง.จะยังไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยเพียงเพราะอัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกสูงขึ้น”
อย่างไรก็ตาม หากเศรษฐกิจไทยสามารถขยายตัวถึงระดับ 3% ได้ ก็อาจเป็นจังหวะให้พิจารณาปรับอัตราดอกเบี้ยกลับสู่ระดับปกติ (Normalize)ในระยะต่อไป





