วันอาทิตย์ ที่ 25 ตุลาคม 2569

Login
Login

อย่าให้ภาษีบุคคลกลายเป็นคดี! เปิดโทษตั้งแต่ “ยื่นผิด” ถึง “จงใจเลี่ยง”

“ยื่นผิด” กับ “ตั้งใจหลีกเลี่ยงภาษี” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ชวนทำความเข้าใจข้อแตกต่าง และบทลงโทษทางอาญา โดยระดับความรับผิดก็ขึ้นอยู่กับแต่ละกรณีไป

การยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในแต่ละปี หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงขั้นตอนกรอกข้อมูลรายได้ หักค่าใช้จ่าย ใช้สิทธิลดหย่อน แล้วคำนวณยอดภาษีที่ต้องจ่ายหรือขอคืน แต่ในความเป็นจริง รายละเอียดเพียงบางรายการที่กรอกผิด ลืมยื่นแบบ หรือปล่อยให้มีภาษีค้างชำระ อาจทำให้เกิดภาระเพิ่มเติมตามกฎหมายได้

ที่สำคัญคือ “ยื่นผิด” กับ “ตั้งใจหลีกเลี่ยงภาษี” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน กฎหมายมีทั้งมาตรการเรียกเก็บเงินเพิ่ม เบี้ยปรับ และบทลงโทษทางอาญา โดยระดับความรับผิดขึ้นอยู่กับลักษณะของการกระทำและข้อเท็จจริงในแต่ละกรณ

ยื่นผิด ต้องรีบแก้ ไม่ใช่ปล่อยผ่าน

ความผิดพลาดในการยื่นแบบอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น กรอกจำนวนเงินไม่ตรงกับเอกสาร ลืมนำรายได้บางส่วนมารวมคำนวณ หรือคำนวณภาษีต่ำกว่าที่ควรจะเป็น หากพบภายหลัง สิ่งสำคัญคือไม่ควรปล่อยเรื่องไว้จนเลยกำหนดโดยไม่ดำเนินการแก้ไข

ปัจจุบันระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรรองรับทั้งการยื่นแบบปกติและการยื่นแบบเพิ่มเติม รวมถึงกรณีที่ยื่นเกินกำหนด โดยระบบสามารถคำนวณเงินเพิ่ม เบี้ยปรับ และค่าปรับอาญาตามกรณีที่เกี่ยวข้องได้

ดังนั้น หากพบว่าตัวเลขในแบบไม่ถูกต้อง การตรวจสอบและแก้ไขให้เร็วที่สุดย่อมดีกว่าปล่อยให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนค้างอยู่ในระบบ

ยื่นช้า หรือจ่ายไม่ครบ มีค่าใช้จ่ายตามมา

กรณีที่ผู้เสียภาษียื่นแบบแล้ว แต่ชำระภาษีไม่ครบ หรือชำระภายหลังครบกำหนด อาจมี “เงินเพิ่ม” ตามกฎหมาย โดยกรมสรรพากรระบุอัตราเงินเพิ่มไว้ที่ 1.5% ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีที่ต้องชำระ นับตั้งแต่พ้นกำหนดเวลาจนถึงวันที่ชำระ

ส่วนกรณีที่เจ้าพนักงานตรวจสอบและออกหมายเรียก แล้วพบว่าไม่ได้ยื่นแบบ หรือยื่นแบบแต่ชำระภาษีขาดหรือต่ำไป นอกจากภาษีที่ต้องชำระและเงินเพิ่มแล้ว อาจมีเบี้ยปรับอีก 1 เท่าหรือ 2 เท่าของภาษีที่ต้องชำระ แล้วแต่กรณี โดยเบี้ยปรับอาจลดหรืองดได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

จุดนี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการตรวจสอบข้อมูลก่อนยื่นแบบจึงสำคัญ แม้ความผิดพลาดบางอย่างจะไม่ได้หมายความว่าผู้เสียภาษีมีเจตนาทุจริตก็ตาม

เมื่อ “ผิด” กลายเป็นเรื่องทางอาญา

ระดับความรุนแรงจะเพิ่มขึ้นเมื่อข้อเท็จจริงแสดงถึงการจงใจให้ข้อมูลเท็จหรือใช้วิธีการเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ประมวลรัษฎากรมาตรา 37 กำหนดโทษสำหรับผู้ที่เจตนาแจ้งข้อความเท็จ ให้ถ้อยคำเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีหรือขอคืนภาษี รวมถึงกรณีใช้การฉ้อโกง อุบาย หรือวิธีการในลักษณะเดียวกัน โดยมีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 บาทถึง 200,000 บาท

ส่วนมาตรา 37 ทวิ กำหนดอีกกรณีหนึ่งสำหรับผู้ที่ “โดยเจตนาไม่ยื่นรายการที่ต้องยื่น” เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงเห็นได้ว่าการไม่ยื่นแบบเพราะลืมหรือเข้าใจผิด กับการจงใจไม่ยื่นเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ไม่ควรถูกนำมาตีความว่าเป็นพฤติกรรมเดียวกันโดยอัตโนมัติ ข้อเท็จจริงและเจตนามีความสำคัญต่อการพิจารณาความรับผิด

รายได้หลายทางยิ่งต้องตรวจให้ละเอียด

สำหรับคนที่มีรายได้มากกว่าหนึ่งทาง ความเสี่ยงที่จะกรอกข้อมูลไม่ครบอาจเพิ่มขึ้น เช่น มีทั้งเงินเดือน รายได้จากการรับจ้าง รายได้จากการขายสินค้า รายได้จากทรัพย์สิน หรือรายได้จากกิจกรรมอื่นๆ

สิ่งที่ควรทำคือรวบรวมเอกสารรายได้ทั้งหมดก่อนเริ่มกรอกแบบ ไม่ควรอาศัยความจำเพียงอย่างเดียว เพราะข้อมูลบางส่วนอาจมีเอกสารรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือข้อมูลจากผู้จ่ายเงินซึ่งสามารถใช้ตรวจสอบความถูกต้องได้

นอกจากนี้ การใช้สิทธิลดหย่อนก็ควรมีหลักฐานรองรับและเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ไม่ควรนำรายการที่ไม่เข้าเกณฑ์มาใช้เพียงเพื่อลดจำนวนภาษี เพราะหากทำให้ยอดภาษีคลาดเคลื่อน ผู้เสียภาษีอาจต้องกลับมาแก้ไขและรับผิดในส่วนที่เกี่ยวข้อง

รู้ตัวว่ายื่นผิด ต้องทำอย่างไร?

หากพบว่าการยื่นแบบมีข้อมูลผิดพลาด สิ่งแรกคือควรตรวจสอบว่าความผิดพลาดนั้นทำให้ภาษีที่ต้องชำระเปลี่ยนแปลงหรือไม่ จากนั้นจึงดำเนินการยื่นแบบเพิ่มเติมหรือแก้ไขตามช่องทางและเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด

สำหรับการยื่นผ่านระบบออนไลน์ กรมสรรพากรมีระบบรองรับการยื่นแบบเพิ่มเติมทั้งภายในและเกินกำหนดเวลา โดยรายละเอียดเรื่องเงินเพิ่ม เบี้ยปรับ หรือค่าปรับจะขึ้นอยู่กับกรณี การรีบแก้ไขเมื่อพบข้อผิดพลาดจึงเป็นแนวทางที่ควรทำ มากกว่าการรอให้เจ้าหน้าที่ตรวจพบในภายหลัง

สรุป ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่ใช่เรื่องที่ควรกลัว แต่เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจกับรายละเอียด เพราะผลจากการยื่นแบบผิดมีตั้งแต่การต้องชำระภาษีเพิ่มเติม เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับ ไปจนถึงบทลงโทษทางอาญาในกรณีที่มีการกระทำโดยเจตนาเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี

หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การแยกให้ออกระหว่าง “ความผิดพลาด” กับ “การจงใจหลีกเลี่ยง” พร้อมทั้งตรวจสอบรายได้ เอกสาร และสิทธิลดหย่อนให้ครบก่อนยื่นแบบ

หากพบภายหลังว่าข้อมูลที่ยื่นไปไม่ถูกต้อง การรีบตรวจสอบและดำเนินการแก้ไขตามขั้นตอนของกรมสรรพากรย่อมช่วยลดปัญหาที่อาจตามมาได้

ส่วนผู้ที่มีรายได้หลายประเภท มีธุรกรรมจำนวนมาก หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการคำนวณภาษี ควรตรวจสอบหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรหรือขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญก่อนยื่นแบบ เพราะเรื่องภาษีอาจเริ่มต้นจากตัวเลขเพียงไม่กี่ช่องในแบบ แต่หากปล่อยให้ข้อมูลผิดค้างอยู่โดยไม่แก้ไข ผลกระทบที่ตามมาอาจมากกว่าที่คาดคิด
 
อ่านบทความน่ารู้เกี่ยวกับภาษี เพิ่มเติม คลิกที่นี่
Source : Inflow Accounting