“ยื่นผิด” กับ “ตั้งใจหลีกเลี่ยงภาษี” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ชวนทำความเข้าใจข้อแตกต่าง และบทลงโทษทางอาญา โดยระดับความรับผิดก็ขึ้นอยู่กับแต่ละกรณีไป
การยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในแต่ละปี หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงขั้นตอนกรอกข้อมูลรายได้ หักค่าใช้จ่าย ใช้สิทธิลดหย่อน แล้วคำนวณยอดภาษีที่ต้องจ่ายหรือขอคืน แต่ในความเป็นจริง รายละเอียดเพียงบางรายการที่กรอกผิด ลืมยื่นแบบ หรือปล่อยให้มีภาษีค้างชำระ อาจทำให้เกิดภาระเพิ่มเติมตามกฎหมายได้
ที่สำคัญคือ “ยื่นผิด” กับ “ตั้งใจหลีกเลี่ยงภาษี” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน กฎหมายมีทั้งมาตรการเรียกเก็บเงินเพิ่ม เบี้ยปรับ และบทลงโทษทางอาญา โดยระดับความรับผิดขึ้นอยู่กับลักษณะของการกระทำและข้อเท็จจริงในแต่ละกรณ
ยื่นผิด ต้องรีบแก้ ไม่ใช่ปล่อยผ่าน
ความผิดพลาดในการยื่นแบบอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น กรอกจำนวนเงินไม่ตรงกับเอกสาร ลืมนำรายได้บางส่วนมารวมคำนวณ หรือคำนวณภาษีต่ำกว่าที่ควรจะเป็น หากพบภายหลัง สิ่งสำคัญคือไม่ควรปล่อยเรื่องไว้จนเลยกำหนดโดยไม่ดำเนินการแก้ไข
ปัจจุบันระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรรองรับทั้งการยื่นแบบปกติและการยื่นแบบเพิ่มเติม รวมถึงกรณีที่ยื่นเกินกำหนด โดยระบบสามารถคำนวณเงินเพิ่ม เบี้ยปรับ และค่าปรับอาญาตามกรณีที่เกี่ยวข้องได้
ดังนั้น หากพบว่าตัวเลขในแบบไม่ถูกต้อง การตรวจสอบและแก้ไขให้เร็วที่สุดย่อมดีกว่าปล่อยให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนค้างอยู่ในระบบ
ยื่นช้า หรือจ่ายไม่ครบ มีค่าใช้จ่ายตามมา
กรณีที่ผู้เสียภาษียื่นแบบแล้ว แต่ชำระภาษีไม่ครบ หรือชำระภายหลังครบกำหนด อาจมี “เงินเพิ่ม” ตามกฎหมาย โดยกรมสรรพากรระบุอัตราเงินเพิ่มไว้ที่ 1.5% ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของภาษีที่ต้องชำระ นับตั้งแต่พ้นกำหนดเวลาจนถึงวันที่ชำระ
ส่วนกรณีที่เจ้าพนักงานตรวจสอบและออกหมายเรียก แล้วพบว่าไม่ได้ยื่นแบบ หรือยื่นแบบแต่ชำระภาษีขาดหรือต่ำไป นอกจากภาษีที่ต้องชำระและเงินเพิ่มแล้ว อาจมีเบี้ยปรับอีก 1 เท่าหรือ 2 เท่าของภาษีที่ต้องชำระ แล้วแต่กรณี โดยเบี้ยปรับอาจลดหรืองดได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
จุดนี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการตรวจสอบข้อมูลก่อนยื่นแบบจึงสำคัญ แม้ความผิดพลาดบางอย่างจะไม่ได้หมายความว่าผู้เสียภาษีมีเจตนาทุจริตก็ตาม
เมื่อ “ผิด” กลายเป็นเรื่องทางอาญา
ระดับความรุนแรงจะเพิ่มขึ้นเมื่อข้อเท็จจริงแสดงถึงการจงใจให้ข้อมูลเท็จหรือใช้วิธีการเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ประมวลรัษฎากรมาตรา 37 กำหนดโทษสำหรับผู้ที่เจตนาแจ้งข้อความเท็จ ให้ถ้อยคำเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีหรือขอคืนภาษี รวมถึงกรณีใช้การฉ้อโกง อุบาย หรือวิธีการในลักษณะเดียวกัน โดยมีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 7 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000 บาทถึง 200,000 บาท
ส่วนมาตรา 37 ทวิ กำหนดอีกกรณีหนึ่งสำหรับผู้ที่ “โดยเจตนาไม่ยื่นรายการที่ต้องยื่น” เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงเห็นได้ว่าการไม่ยื่นแบบเพราะลืมหรือเข้าใจผิด กับการจงใจไม่ยื่นเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ไม่ควรถูกนำมาตีความว่าเป็นพฤติกรรมเดียวกันโดยอัตโนมัติ ข้อเท็จจริงและเจตนามีความสำคัญต่อการพิจารณาความรับผิด
รายได้หลายทางยิ่งต้องตรวจให้ละเอียด
สำหรับคนที่มีรายได้มากกว่าหนึ่งทาง ความเสี่ยงที่จะกรอกข้อมูลไม่ครบอาจเพิ่มขึ้น เช่น มีทั้งเงินเดือน รายได้จากการรับจ้าง รายได้จากการขายสินค้า รายได้จากทรัพย์สิน หรือรายได้จากกิจกรรมอื่นๆ
สิ่งที่ควรทำคือรวบรวมเอกสารรายได้ทั้งหมดก่อนเริ่มกรอกแบบ ไม่ควรอาศัยความจำเพียงอย่างเดียว เพราะข้อมูลบางส่วนอาจมีเอกสารรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย หรือข้อมูลจากผู้จ่ายเงินซึ่งสามารถใช้ตรวจสอบความถูกต้องได้
นอกจากนี้ การใช้สิทธิลดหย่อนก็ควรมีหลักฐานรองรับและเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ไม่ควรนำรายการที่ไม่เข้าเกณฑ์มาใช้เพียงเพื่อลดจำนวนภาษี เพราะหากทำให้ยอดภาษีคลาดเคลื่อน ผู้เสียภาษีอาจต้องกลับมาแก้ไขและรับผิดในส่วนที่เกี่ยวข้อง
รู้ตัวว่ายื่นผิด ต้องทำอย่างไร?
หากพบว่าการยื่นแบบมีข้อมูลผิดพลาด สิ่งแรกคือควรตรวจสอบว่าความผิดพลาดนั้นทำให้ภาษีที่ต้องชำระเปลี่ยนแปลงหรือไม่ จากนั้นจึงดำเนินการยื่นแบบเพิ่มเติมหรือแก้ไขตามช่องทางและเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด
สำหรับการยื่นผ่านระบบออนไลน์ กรมสรรพากรมีระบบรองรับการยื่นแบบเพิ่มเติมทั้งภายในและเกินกำหนดเวลา โดยรายละเอียดเรื่องเงินเพิ่ม เบี้ยปรับ หรือค่าปรับจะขึ้นอยู่กับกรณี การรีบแก้ไขเมื่อพบข้อผิดพลาดจึงเป็นแนวทางที่ควรทำ มากกว่าการรอให้เจ้าหน้าที่ตรวจพบในภายหลัง
สรุป ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไม่ใช่เรื่องที่ควรกลัว แต่เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจกับรายละเอียด เพราะผลจากการยื่นแบบผิดมีตั้งแต่การต้องชำระภาษีเพิ่มเติม เงินเพิ่ม และเบี้ยปรับ ไปจนถึงบทลงโทษทางอาญาในกรณีที่มีการกระทำโดยเจตนาเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี
หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การแยกให้ออกระหว่าง “ความผิดพลาด” กับ “การจงใจหลีกเลี่ยง” พร้อมทั้งตรวจสอบรายได้ เอกสาร และสิทธิลดหย่อนให้ครบก่อนยื่นแบบ
หากพบภายหลังว่าข้อมูลที่ยื่นไปไม่ถูกต้อง การรีบตรวจสอบและดำเนินการแก้ไขตามขั้นตอนของกรมสรรพากรย่อมช่วยลดปัญหาที่อาจตามมาได้
ส่วนผู้ที่มีรายได้หลายประเภท มีธุรกรรมจำนวนมาก หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการคำนวณภาษี ควรตรวจสอบหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรหรือขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญก่อนยื่นแบบ เพราะเรื่องภาษีอาจเริ่มต้นจากตัวเลขเพียงไม่กี่ช่องในแบบ แต่หากปล่อยให้ข้อมูลผิดค้างอยู่โดยไม่แก้ไข ผลกระทบที่ตามมาอาจมากกว่าที่คาดคิด
อ่านบทความน่ารู้เกี่ยวกับภาษี เพิ่มเติม คลิกที่นี่
Source : Inflow Accounting





