วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน 2569

Login
Login

พยากรณ์ 5 ปีรายได้ต่อ GDP ลดต่อเนื่อง นักวิชาการจี้รื้อโครงสร้างรายได้-รายจ่าย

พยากรณ์ 5 ปีรายได้ต่อ GDP ลดต่อเนื่อง นักวิชาการจี้รื้อโครงสร้างรายได้-รายจ่าย

ความท้าทายเศรษฐกิจไทย ในปัจจุบันไม่ใช่เพียงการฟื้นตัวจากวิกฤติในระยะสั้น แต่ยังมีการเข้าสู่ สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ที่เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่คุกคามเสถียรภาพทางการคลังของไทยในระยะยาว เมื่อฐานแรงงานและผู้เสียภาษีหดแคบลงพร้อมกับรายจ่ายด้านสวัสดิการและสาธารณสุขที่พุ่งสูงขึ้น 

ความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของรัฐจึงกลายเป็นตัวแปรชี้ขาด หากรัฐบาลไม่เร่งยกระดับประสิทธิภาพการหารายได้ให้ทันต่อภาระรายจ่ายที่กำลังจะมาถึง ความเสี่ยงต่อวิกฤตหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

รายงาน การพยากรณ์รายได้ภาครัฐ 5 ปี (2569-2673) ฉบับเดือนพฤษภาคม 2569 ของสำนักงบประมาณของรัฐสภา (Thai PBO) พบว่าแม้การจัดเก็บรายได้จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในเชิงโครงสร้างกลับพบสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เมื่อสัดส่วนรายได้จัดเก็บต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) กลับมีทิศทางดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง

รายงานฉบับดังกล่าวคาดการณ์ว่า การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตลอดช่วง 5 ปี โดยรายได้จัดเก็บรวมในปีงบประมาณ 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ 3,507,479 ล้านบาท และจะขยายตัวไปแตะระดับ 3,844,934 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2573 ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโต 2.32% ต่อปี

ทั้งนี้ ความเสี่ยงที่รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นคือสัดส่วนรายได้ต่อ GDP ที่แสดงทิศทางลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยจะหดตัวจาก 18.11% ในปี 2569 เหลือเพียง 16.97% ในปี 2573 เช่นเดียวกับสัดส่วนรายได้สุทธิหลังหักจัดสรรต่อ GDP ที่ลดลงจาก 15.02% สู่ระดับ 14.16% ปรากฏการณ์นี้ตอกย้ำว่าขนาดของเศรษฐกิจขยายตัวเร็วกว่าความสามารถในการเก็บภาษี

พยากรณ์ 5 ปีรายได้ต่อ GDP ลดต่อเนื่อง นักวิชาการจี้รื้อโครงสร้างรายได้-รายจ่าย

นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์ช่วงความเชื่อมั่นชี้ให้เห็นว่า ความไม่แน่นอนของรายได้สุทธิมีแนวโน้มขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญตามกาลเวลา โดยในปี 2573 ช่วงความเชื่อมั่น 95% ของรายได้สุทธิกว้างกว่ารายได้จัดเก็บเกือบ 1.9 เท่า ปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังคือความผันผวนของรายการหักภาษี โดยเฉพาะการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งมีสัดส่วนเฉลี่ยสูงถึง 64.82% ของรายการหักทั้งหมดในช่วงปี 2560–2568

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเผชิญความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ทั้งการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่อาจรุนแรงกว่าคาด ความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายภาษีที่อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างรายได้

สำนักงบประมาณของรัฐสภา เรียกร้องให้ภาครัฐเร่งแก้ไขข้อจำกัดด้านการจัดเก็บรายได้เชิงโครงสร้าง โดยให้ความสำคัญกับการติดตามความยั่งยืนทางการคลังในระยะปานกลาง การบริหารจัดการความผันผวนของการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม และการดำเนินนโยบายภาษีอย่างรอบคอบ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการจัดเก็บรายได้ให้สอดรับกับการขยายตัวของเศรษฐกิจในอนาคต

TDRI จี้ปฏิรูป 3 เรื่อง

นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า ทิศทางรายได้ที่ลดลงนี้ไม่ใช่เพียงความเสี่ยงทางการคลังที่คาดเดาไม่ได้ แต่เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจทั้งระบบเพื่อรับมือกับวิกฤติที่กำลังจะมาถึง

นายนณริฏ ระบุว่า ความเสี่ยงหมายถึงสิ่งที่เราไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่สำหรับสถานการณ์รายได้ของภาครัฐในขณะนี้นั้น ถือเป็นภาพลบที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในระยะ 5 ปี ปัจจัยกดดันสำคัญ ได้แก่ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ประกอบกับการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนบีบบังคับให้รัฐบาลในยุคปัจจุบันต้องพยายามหาทางลดรายจ่ายลง เช่น การทบทวนสิทธิบัตสวัสดิการแห่งรัฐ

เตือนระวังเพดานหนี้ 

นายนณริฏ กล่าวต่อว่า หากไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการคลัง โดยเฉพาะในส่วนของภาษีและรายจ่ายภาครัฐ ประเทศจะเผชิญกับปัญหาเงินไม่พอใช้ และผลที่ตามมาคือรัฐจะต้องก่อหนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต สถานการณ์นี้จะส่งผลให้ภาครัฐต้องไปขยายเพดานหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ซึ่งจะยิ่งดึงให้ประเทศเข้าสู่จุดที่สุ่มเสี่ยงมากยิ่งขึ้น

เปิด 3 ทาง ปฏิรูปทางการคลัง 

ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าว ประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่

1.) การปฏิรูปฝั่งรายได้ ภาครัฐจำเป็นต้องจัดเก็บภาษีให้ได้มากขึ้นและครอบคลุมยิ่งขึ้น ผ่านการเพิ่มผู้ที่ต้องเสียภาษี การขยายฐานภาษี และการปิดช่องโหว่ต่างๆ รวมถึงการพิจารณาปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และการจัดเก็บภาษีที่ดินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังเสนอให้ใช้อัตราภาษีที่สูงขึ้นกับสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสังคม เช่น ภาษีบุหรี่

2.) การปฏิรูปฝั่งรายจ่าย การใช้จ่ายของรัฐจะต้องมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากที่สุด โดยเสนอให้มาใช้กระบวนการจัดทำงบประมาณฐานศูนย์ (Zero-based Budgeting) เปลี่ยนแปลงการจัดทำงบประมาณแบบเดิมที่อิงจากฐานของปีที่แล้ว ซึ่งมักจะตั้งงบประมาณใกล้เคียงเดิมและปรับเพิ่มลดตามส่วนเปลี่ยนแปลง 

3.) การเพิ่มความโปร่งใส ต้องมีกระบวนการตรวจสอบคอร์รัปชันอย่างเข้มข้น และเปิดให้ประชาชนสามารถรับรู้และเข้าถึงเอกสารประกอบการพิจารณางบประมาณในรัฐสภาได้ง่าย และต้องระบุรายละเอียดของโครงการให้มากที่สุด

“ข้อเสนอทั้ง 3 เรื่องนี้เป็นเรื่องพื้นฐานที่มีการนำเสนอกันมาอย่างยาวนาน แต่ในทางปฏิบัติกลับเผชิญกับอุปสรรคและความท้าทาย แม้ทำงานของภาครัฐจะค่อยๆ ปรับปรุงให้ดีขึ้น แต่ก็เป็นไปอย่างเชื่องช้า จึงเป็นความท้าทายที่ฝ่ายบริหารและหน่วยงานรัฐต้องเร่งสร้างความเข้าใจและผลักดันนโยบายเพื่อรับมือให้ทันเวลา“