วันพฤหัสบดี ที่ 8 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘ขัตติยา’ ชี้โลกเปลี่ยน ไทยทำแบบเดิมไม่ได้ เร่งเข็นจีดีพีโต5% ฝ่า Middle-Income Trap

“ขัตติยา” ชี้โลกเปลี่ยน ไทยไม่สามารถเดินด้วยวิธีคิดและรูปแบบเดิม จี้ปลดล็อก “Mindset Trap” เร่งยกระดับผลิตภาพจาก 1.2% เป็น 3.7% หรือเกือบ 3 เท่า พร้อมดัน GDP โตเกิน 5% ต่อปี เพื่อพาประเทศไทยหลุดพ้น “Middle-Income Trap” ภายในปี 2037

KEY POINTS

  • 'ขัตติยา'กสิกรไทย ชี้โลกเปลี่ยน-ไม่แน่นอน ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถดำเนินธุรกิจทำแบบเดิมได้อีกต่อไป
  • จำเป็นต้องหาทางก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง Middle-Income Trap
  • เป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้ GDP ที่แท้จริงของประเทศเติบโตมากกว่า 5% ต่อปี  ควบคู่กับการเพิ่ม Productivity Growth ให้ได้ 3 เท่า

‘ขัตติยา’ ชี้โลกเปลี่ยน ไทยทำแบบเดิมไม่ได้  เร่งเข็นจีดีพีโต5%  ฝ่า Middle-Income Trap

ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย Special Talk | Strategic Opportunities and Challenges in the New Economy ในงาน Thailand Economic Outlook 2027 | New Horizon Beyond the Trap กล่าวถึงโจทย์การพาประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางว่า โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และความไม่แน่นอนเกิดขึ้นถี่ขึ้น ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถดำเนินชีวิตหรือทำธุรกิจในรูปแบบเดิมได้อีกต่อไป

โดยหากต้องการไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ จะต้องมีการฝึกฝนและพัฒนาตัวเองในหลายด้าน ทั้งเรื่องสมดุล ความคล่องตัว ความยืดหยุ่น การสร้างกล้ามเนื้อ รวมถึงการวางแผนว่าเมื่ออยู่ในสนามแล้วจะยืนอยู่ตรงไหน จะทำอย่างไรให้ตัวเองทำประตู หรือส่งบอลให้เพื่อนทำประตู

นอกจากการฝึกฝนแล้ว ยังต้องดูแลสุขภาพ พักผ่อน พัฒนาตัวเอง และศึกษาคู่แข่ง แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ “วินัย” ซึ่งหมายถึงการลงมือทำและพัฒนาต่อเนื่อง แม้ในวันที่ไม่อยากทำ หรือในวันที่ยังมองไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน

“โลกนี้มันไม่เหมือนเดิมนะคะ เพราะฉะนั้นเนี่ย เราจะอยู่เหมือนเดิม เราจะทำท่าเดิม ทำเหมือนเดิม เราอยู่ไม่ได้แล้วฉะนั้น ก็เป็นโจทย์ที่ยากมากๆสำหรับประเทศ”

 

ขัตติยา กล่าวว่า เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงเวลาทางเศรษฐกิจที่แบ่งออกเป็นช่วงละ 30 ปี จะเห็นว่าการเปลี่ยนแปลง วิกฤตการณ์ และความไม่แน่นอนเกิดขึ้นถี่ขึ้นเมื่อเข้าใกล้ยุคปัจจุบัน ทั้งยังมีความหลากหลายและรุนแรงมากขึ้น ทำให้โลกไม่เหมือนเดิม และการดำเนินชีวิตหรือการทำธุรกิจด้วยวิธีเดิมไม่สามารถตอบโจทย์ได้อีก

สำหรับเป้าหมายของประเทศไทย ขัตติยากล่าวถึงการก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง หรือ Middle-Income Trap

โดยมองว่าประเทศไทยต้องสร้างการเติบโตในระดับที่แตกต่างจากที่ผ่านมา เพื่อให้สามารถไปถึงเป้าหมายดังกล่าวได้

โดยหากดูจากข้อมูลรายได้ต่อหัวต่อปีของประเทศไทยในปี 2025 อยู่ที่ 7,690 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ขณะที่เกณฑ์การพ้นกับดักรายได้ปานกลางในปีดังกล่าวอยู่ที่ 14,375 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างที่ประเทศไทยต้องเร่งลดลง

ขณะเดียวกัน เมื่อถึงปี 2037 เกณฑ์รายได้ต่อหัวจะเพิ่มขึ้นไปมากกว่า 16,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี จากปัจจัยด้านเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ดังนั้น การไปถึงเป้าหมายจึงต้องสร้างการเติบโตในระดับที่ไม่ธรรมดา

ทั้งนี้มองว่า สมการสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องผลักดัน Real GDP Growth ให้เติบโตมากกว่า 5% ต่อปี ขณะที่ช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา GDP ไทยเติบโตเฉลี่ยประมาณ 2% เท่านั้น

อีกองค์ประกอบคือ Productivity Growth ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1.2% ต่อปี และจำเป็นต้องเพิ่มขึ้นเป็น 3.7% ต่อปี หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่า โดยต้องอาศัยการลงทุนในเทคโนโลยี เครื่องจักร การพัฒนาทักษะแรงงาน และนวัตกรรม

ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวต้องใช้เงินทุน ดังนั้นระบบการเงิน ตลาดทุน ตลาดหุ้น และสินเชื่อ ซึ่งเดิมเติบโตเฉลี่ยประมาณ 3% จำเป็นต้องเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 4% ต่อปี เพื่อรองรับการลงทุนในเครื่องจักร นวัตกรรม และการเปลี่ยนแปลงของภาคธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องก้าวข้ามก่อนเรื่องอื่นคือ “กับดักทางความคิด” หรือ Mindset Trap เพราะหากยังคิดแบบเดิม การเปลี่ยนแปลงก็จะเกิดขึ้นได้ยาก

กับดักทางความคิดที่ต้องก้าวข้าม คือความเชื่อว่าความสำเร็จในอดีต หรือการทำสิ่งต่าง ๆ แบบเดิม จะนำไปสู่ความสำเร็จในอนาคต รวมถึงความคิดว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นหน้าที่ของคนอื่น ทั้งที่การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากตัวเราเอง

ทั้งนี้ มองว่าการขับเคลื่อนประเทศจำเป็นต้องมีทุกภาคส่วนทำหน้าที่ของตัวเอง และทำงานร่วมกันเป็นทีม หรือ “Team Thailand”

ในทีมดังกล่าว ภาคธุรกิจหรือ Real Sector เปรียบเป็นกองหน้า มีหน้าที่วิ่งไปทำประตู สร้างธุรกิจ สร้างรายได้ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยต้องมุ่งไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต หรือ Industry of the Future

นอกจากนี้ต้องสร้าง “Firm of the Future” หรือบริษัทแห่งอนาคต โดยธุรกิจจะต้องมีการปรับปรุงและเพิ่ม Productivity อย่างต่อเนื่อง ต้องมีกล้ามเนื้อและความรู้ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และ AI

ภาคธุรกิจต้องขยายการเข้าถึงตลาดใหม่ หรือ Market Access ไม่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งเพียงตลาดเดียว รวมถึงต้องสามารถอ่านทางและบริหารความเสี่ยง บริหารสภาพคล่อง และวางกลยุทธ์ล่วงหน้า

อีกประเด็นคือความสามารถในการปรับตัว เพราะ Global Supply Chain กำลังเปลี่ยนแปลง ดังนั้นบริษัทแห่งอนาคตต้องมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวสูง เพื่อให้สามารถปรับตัวให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

สำหรับสถาบันการเงินและธนาคาร มองว่าเปรียบเป็นกองกลาง มีหน้าที่เชื่อมโยงโอกาสการเติบโต และปล่อยสินเชื่อหรือจ่ายบอลให้กับธุรกิจที่มีศักยภาพในการทำประตู

บทบาทดังกล่าวคือการจัดสรรทรัพยากร หรือ Resource Allocation เพื่อสนับสนุน Finance Transformation และ Finance for the Future โดยระบบการเงินต้องสามารถสนับสนุนการลงทุนและการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจ

ส่วนโครงสร้างพื้นฐานและภาครัฐเปรียบเป็นกองหลัง มีหน้าที่ทำให้โครงสร้างพื้นฐานของประเทศสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลง และทำให้ภาคธุรกิจทำงานได้อย่างคล่องตัว

ทั้งนี้  Workforce of the Future หรือแรงงานแห่งอนาคตว่า ต้องให้ความสำคัญทั้งเรื่องทักษะ ความคิด และ Mindset เพื่อให้คนสามารถปรับตัวเข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

อีกด้านคือกฎระเบียบและข้อบังคับต่าง ๆ ที่ต้องมีการทบทวน ปรับลด หรือปรับปรุง เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ และช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถเดินหน้าได้อย่างคล่องตัว

อีกทั้ง ควรมีเป้าหมายในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยให้อยู่ใน Top 20 ของโลกภายใน 3 ปี

"เมื่อทุกตำแหน่งในทีมทำหน้าที่ของตัวเองตามเป้าหมาย ก็จะสามารถรวมกันเป็น “Team of Thailand” และจำเป็นต้องมีตัวชี้วัด หรือ KPI ร่วมกัน เพื่อสะท้อนว่าประเทศกำลังเดินไปถึงเป้าหมายหรือไม่"

หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญคือ GNI หรือ GDP per capita ที่ต้องมากกว่า 16,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ขณะที่ Real GDP Growth ต้องเติบโตมากกว่า 5% ต่อปี และ Productivity Growth ต้องเพิ่มขึ้น 3 เท่าจากปัจจุบัน

ด้าน Competitiveness และ Market Access ต้องวัดจากความสามารถในการขยายตลาดใหม่ ขณะที่ภาคธุรกิจและสถาบันการเงินต้องมีความแข็งแกร่ง มีเงินทุนและสินเชื่อเพียงพอที่จะรับมือกับวิกฤตและการเปลี่ยนแปลง เพื่อปรับตัวไปสู่ Firm of the Future และ Workforce of the Future

ขณะเดียวกัน Regulation และ Infrastructure ต้องเอื้อต่อการเติบโต มีกฎหมายและโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถดำเนินงานได้ และทำให้คนไทยมีความพร้อม มีความยืดหยุ่น และมีความคล่องตัว

ขัตติยา กล่าวต่อว่า KPI ของประเทศไม่ควรมีเพียงเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ควรรวมถึงการลดความเหลื่อมล้ำและการกระจายรายได้ รวมถึงการเติบโตอย่างยั่งยืนโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย

ในมุมของการเติบโต มองว่าประเทศไทยต้องสามารถเปลี่ยนจากภาพของ K-Shaped Recovery ไปสู่การเติบโตที่ทุกกลุ่มสามารถเติบโตไปด้วยกัน หรือ Inclusive Growth โดยช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนควรแคบลง และธุรกิจขนาดใหญ่กับธุรกิจขนาดเล็กตลอด Supply Chain ควรสามารถเติบโตไปพร้อมกัน

โจทย์ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกคน และการเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากตัวเอง โดยแต่ละภาคส่วนต้องทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ และนำพลังของแต่ละส่วนมารวมกัน

“หากเราเริ่มต้นเปลี่ยนที่ตัวเอง ทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ มารวมพลังกัน มีเป้าหมายและทิศทางที่ชัดเจน แล้วลงมือทำไปด้วยกัน เราจะสามารถพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายได้อย่างแน่นอน”