วันอังคาร ที่ 8 กันยายน 2569

Login
Login

วิทัย ‘สวนทาง’ แบงก์ชาติโลก ลุยแก้สิ่งที่ ‘ดอกเบี้ย’ แก้ไม่ได้

เมื่อ ‘ลดดอกเบี้ย’ ไม่พอฟื้นเศรษฐกิจไทย ‘วิทัย รัตนากร’ จึงเดินสวนกระแสธนาคารกลางทั่วโลก ดัน ธปท.ลุยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ตั้งแต่หนี้ครัวเรือนถึงภาวะ ‘แก่ก่อนรวย’ ขณะที่ Bloomberg Opinion ชี้ นี่อาจเป็นทางเลือกที่ไทยต้องการ แต่ก็เสี่ยงพาธนาคารกลางเข้าใกล้สนามการเมือง

“วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังเลือก “เดินสวนทาง” กับกระแสธนาคารกลางรายใหญ่ของโลก ด้วยการขยายบทบาทจากการดูแลเงินเฟ้อและดอกเบี้ย ไปสู่การ “แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย

“แดเนียล มอส” (Daniel Moss) คอลัมนิสต์ด้านเศรษฐกิจเอเชียของ Bloomberg Opinion มองว่า แนวทางของวิทัยแทบจะ “อยู่คนละขั้ว” กับเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งต้องการลดขนาดและบทบาทของเฟด พร้อมหันกลับไปให้ความสำคัญกับภารกิจพื้นฐานอย่างการควบคุมเงินเฟ้อ

สำหรับ “ไทย” โจทย์กลับแตกต่างออกไป เพราะเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำมานาน ขณะเดียวกัน ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นคือ “การเติบโต” เศรษฐกิจไทยเติบโตเชื่องช้าและเริ่มตามหลังประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม จนมอสเปรียบเทียบว่า ไทยมีลักษณะบางอย่างคล้ายกับญี่ปุ่นในยุคที่ต้องต่อสู้กับเศรษฐกิจซบเซายาวนาน หลังฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์และวิกฤติธนาคาร

แม้ภายใต้วิทัย ธปท.จะลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ 1% ซึ่งนับว่าต่ำมากในระดับโลก แต่ปัญหาของไทยไม่ได้มีเพียงเรื่องต้นทุนทางการเงิน

เศรษฐกิจไทยยังเผชิญปัญหาผลิตภาพต่ำ หนี้ครัวเรือนสูง การเข้าถึงสินเชื่อที่ไม่เท่าเทียม ตลอดจนอัตราการเกิดที่ลดต่ำลง จนประเทศกำลังเผชิญภาวะ “แก่ก่อนรวย”

นี่จึงเป็นเหตุผลที่วิทัยไม่ต้องการพึ่ง “ดอกเบี้ย” เพียงเครื่องมือเดียว

วิทัยชี้ว่า การลดดอกเบี้ยสามารถช่วยกระตุ้นอุปสงค์ได้ แต่ไม่สามารถแก้ปัญหา “ศักยภาพการเติบโต” ของประเทศที่ลดลง พร้อมผลักดันให้ ธปท. เข้าไปมีบทบาทต่อปัญหาเชิงโครงสร้างมากขึ้น ทั้งในเรื่องหนี้ครัวเรือน การเข้าถึงสินเชื่อของประชาชนและธุรกิจ ตลอดจนปัญหาเชิงโครงสร้างอื่นที่เชื่อมโยงกับระบบการเงิน

ด้านมอสมองว่าแนวทางดังกล่าว “น่าสนใจ” โดยเฉพาะในประเทศอย่างไทยที่การผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจระยะยาวผ่านกลไกการเมือง “มักขาดความต่อเนื่อง” เพราะการเมืองไทยเปลี่ยนแปลงถี่ ประเทศผ่านการรัฐประหารมากกว่าสิบครั้งนับตั้งแต่สิ้นสุดระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงอาจไม่ใช่เรื่องเสียหายหากธนาคารกลางจะช่วยเป็นอีกแรงในการผลักดันการเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ตาม การขยายบทบาทย่อมมาพร้อมความเสี่ยง เพราะยิ่ง ธปท. เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหานอกเหนือจากนโยบายการเงินมากเท่าไร ก็ยิ่งเสี่ยงทับซ้อนกับหน้าที่ของรัฐบาลและถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งทางการเมืองมากขึ้น

ดังนั้น โจทย์สำคัญของวิทัยอาจไม่ใช่แค่การแก้เศรษฐกิจไทย แต่คือการรักษาสมดุลระหว่าง “การลงมือแก้ปัญหา” กับ “ความเป็นอิสระของธนาคารกลาง”

มอสทิ้งท้ายว่า แนวคิดของวิทัย “ควรค่าแก่การรับฟัง” เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยไม่ได้กำลังจะหายไป และการลดดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว คงไม่เพียงพอที่จะจัดการกับปัญหาเหล่านี้

หากเควิน วอร์ชต้องการ “ลดขนาด” บทบาทของธนาคารกลางสหรัฐ วิทัยก็กำลังทดลองทำสิ่งตรงกันข้าม ด้วยการผลัก ธปท. ให้ก้าวออกจากกรอบนโยบายการเงินแบบเดิม เพื่อเข้าไปจัดการกับปัญหาที่ “ดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวแก้ไม่ได้”

อ้างอิง: bloomberg