ธปท. จับมือกับ 11 หน่วยงานภาคการเงิน สร้างกรอบความร่วมมือเพื่อป้องกันและสกัดกั้นธุรกรรมที่ผิดกฎหมายครบวงจร หวัง "สร้างคอขวด" ทำให้การทำธุรกรรมของอาชญากรการเงินยากขึ้นในทุกขั้นตอน มุ่งเน้นการป้องกันเชิงรุก และเพิ่มความรวดเร็วในการอายัดหรือปิดบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด เพื่อตัดเส้นทางการเงินและลดความเสียหาย
KEY POINTS
- ธปท. จับมือกับ 11 หน่วยงานภาคการเงิน สร้างกรอบความร่วมมือเพื่อป้องกันและสกัดกั้นธุรกรรมที่ผิดกฎหมายครบวงจร
- หวัง "สร้างคอขวด" ทำให้การทำธุรกรรมของอาชญากรการเงินยากขึ้นในทุกขั้นตอน
- มุ่งเน้นการป้องกันเชิงรุก และเพิ่มความรวดเร็วในการอายัดหรือปิดบัญชีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด เพื่อตัดเส้นทางการเงินและลดความเสียหาย
ส่งผลให้ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เริ่มขยับบทบาทเข้ามาแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้างมากขึ้น โดยหนึ่งในเรื่องสำคัญที่กำลังเร่งดำเนินการคือการจัดการกับ “เงินเทา”
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)กล่าวว่า ที่ผ่านมาธปท.ดำเนินการเรื่องการสแกนบัญชีม้ามาอย่างต่อเนื่องและผลจากการดำเนินงานที่ผ่านมาเห็นได้จากยอดความเสียหายที่ลดลงเรื่อยๆรวมถึงรอบของการกระทำความผิดที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด
แต่ปัญหาที่กำลังเผชิญไม่ได้มีเพียงบัญชีม้าเท่านั้น เพราะเงินที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ ธุรกิจผิดกฎหมาย สแกมเมอร์ และการทุจริตคอร์รัปชัน ล้วนมีความเชื่อมโยงกับบริการทางการเงิน โดยธุรกรรมอาจเริ่มจากการโอนเงินเข้าบัญชี จากนั้นโอนต่อไปยังจุดต่างๆถอนออกมาเป็นเงินสด หรือเปลี่ยนเงินสดไปเป็นสินทรัพย์ประเภทอื่น เช่น เงินตราต่างประเทศ ทองคำ หรือสินทรัพย์ดิจิทัล
- คุมเงินสด สกัดการแปลงเงินเป็นทรัพย์สิน
โดย หนึ่งมาตรการที่ ธปท.ดำเนินการไปก่อนหน้านี้ คือการกำกับดูแลการถอนเงินสด รวมถึงการเข้าไปกำกับเรื่องการซื้อขายทองคำ เนื่องจากมองว่าทองคำเป็นส่วนหนึ่งของช่องทางที่สามารถเปลี่ยนเงินสดให้เป็นทรัพย์สินอื่นเพื่ออำพรางที่มา ผ่านการคุมการถอนทองคำที่มีมูลค่าตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป หรือประมาณ 2 กิโลกรัม เพื่อนำข้อมูลไปแชร์ให้กับตำรวจและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือปปง.
ซึ่งหลังดำเนินการพบว่าปริมาณการขอทองคำลดลงอย่างรวดเร็ว จาก20,000 ล้านบาทต่อเดือน เหลือ3,000 ล้านบาท
นอกจากทองคำแล้ว ธปท.ยังจำกัดการซื้อขายเงินตราต่างประเทศที่มีมูลค่าเกิน 800,000 บาทขึ้นไป เพื่อป้องกันการเปลี่ยนไปเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล และธปท.ทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือก.ล.ต.ในการออกกฎเกณฑ์กำกับดูแลธุรกรรมที่เกี่ยวกับ UST หรือ Stablecoin ซึ่งมองว่าหากเกณฑ์นี้ออกมา จะช่วยลดธุรกรรมการเทรดที่มีลักษณะผิดปกติลงได้
นอกจาก ธปท.ยังมีการยกระดับมาตรฐานการทำ KYC หรือ Know Your Customer, CDD หรือ Customer Due Diligence และ EDD หรือ Enhanced Due Diligence ในกรณีที่พบว่าลูกค้ามีสภาพความผิดปกติในการทำธุรกรรม เป้าหมายคือการยกระดับมาตรฐานดังกล่าวให้เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมการเงินอย่างครบวงจร ไม่ใช่เฉพาะสถาบันการเงินบางแห่ง
- ธปท.ผนึก11หน่วยงานภาคการเงินสกัดทุนเทา
โดยล่าสุดธปท. จับมือร่วมกับ 11หน่วยงานภาคการเงิน เพื่อร่วมขับเคลื่อน “กรอบความร่วมมือเพื่อปกป้องธุรกรรมผิดกฎหมายในภาคการเงิน” เพื่อสะท้อนเจตนารมณ์ในการป้องกันเชิงรุกไม่ให้ภาคการเงินตกเป็นเครื่องมือ หรือทางผ่าน ช่องทางสนับสนุนการกระทำผิดกฎหมาย และปกป้องประชาชนจากความเสียหายในการใช้ระบบการเงิน
- “สิ่งที่เราทำมาตลอด 11 เดือนที่ผ่านมาอาจดูเหมือนเป็นการทำแยกเป็นชิ้นๆแต่สิ่งที่เรากำลังทำวันนี้คือการยกระดับให้ทั้งอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาคการเงินมาทำงานร่วมกัน”
โดยจุดมุ่งหวังของมาตรการคือ หากเป็นเงินจากการพนันออนไลน์ จะต้องไม่สามารถหลอกให้คนโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารได้ หรือหากสามารถโอนเข้ามาได้ ก็ต้องถูกปิดบัญชีภายในเวลาอันสั้น
หากเป็นธุรกิจผิดกฎหมายอื่น เช่น สแกมเมอร์ ก็ต้องไม่มีผู้ให้บริการรับชำระเงินรายใดเปิดรับเงินให้ ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินหรือการชำระเงินในรูปแบบต่างๆนอกจากนี้ เมื่อเงินเข้าสู่บัญชีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดแล้ว ต้องสามารถอายัดหรือปิดกั้นได้อย่างรวดเร็ว
เป้าหมายจึงไม่ได้อยู่เพียงการป้องกันไม่ให้เงินเข้าระบบ แต่ต้องทำให้เงินที่อยู่ในบัญชีผิดกฎหมายโอนออกได้ยาก ถอนออกได้ยาก และเมื่อถอนออกมาแล้วก็ต้องทำให้การนำไปแปลงเป็นทรัพย์สินอื่นทำได้ยากขึ้นด้วย
- “เราต้องทำให้เงินที่อยู่ในบัญชีนั้นถอนยาก โดยเฉพาะการถอนเป็นเงินสดเพื่อนำไปแปลงเป็นทรัพย์สินอื่น เช่น ทองคำ หรือ USDT”
นอกจากนี้ธปท.จะเข้ามาทำหน้าที่ในการแชร์ข้อมูลระหว่างสถาบันการเงินให้ดีขึ้น จากเดิมที่ธนาคารแต่ละแห่งอาจเห็นเฉพาะข้อมูลของตัวเอง ต่อไปจะมีการแชร์ข้อมูลข้ามกันระหว่างธนาคารพาณิชย์ ธนาคารรัฐ ธนาคารต่างประเทศ รวมถึงกลุ่มนอนแบงก์ ผู้ให้บริการรับชำระเงิน และกลุ่ม Money Changer
ข้อมูลดังกล่าวจะถูกแชร์ต่อไปยังหน่วยงานที่มีอำนาจบังคับใช้กฎหมาย ได้แก่ ปปง. ป.ป.ช. ตำรวจ และ ก.ล.ต.ต่อไป
- ปิดช่องทางเงินผิดกฎหมาย
นายวิทัย กล่าวว่า ธปท.หรือสถาบันการเงินอาจไม่มีอำนาจในการไปปราบปรามหรือจับกุมโดยตรง แต่สิ่งที่สามารถทำได้คือ “การสร้างความยากลำบาก” ให้กับการกระทำผิด และสกัดกั้นไม่ให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้ง่าย
การทำงานของภาคการเงินจึงมุ่งสร้าง “คอขวด” ในกระบวนการทางการเงิน ตั้งแต่การนำเงินเข้าบัญชี การโอนเงิน การถอนเงิน ไปจนถึงการเปลี่ยนเงินเป็นทรัพย์สินประเภทอื่น เพื่อทำให้การดำเนินการผิดกฎหมายทำได้ยากขึ้น และลดปริมาณธุรกรรมที่เกี่ยวข้องลง
“เราอาจไม่มีอำนาจไปปราบปรามหรือจับกุมโดยตรง แต่เราสามารถสร้างความยากลำบาก สร้างคอขวด ทำให้ธุรกรรมเหล่านี้ยุ่งยากขึ้น จนลดปริมาณลงได้ในจำนวนที่เยอะมาก”
ซึ่งหวังว่าการประกาศความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการลงนาม MOU แล้วจบลง แต่เป็น “Commitment” หรือพันธสัญญาร่วมกันของทุกฝ่าย โดยมีหลักการสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ การมีผู้นำที่ช่วยผลักดันให้เกิดผลจริง การกำหนดกฎเกณฑ์และมาตรฐานร่วมกัน การพัฒนาศักยภาพ การแชร์ข้อมูลระหว่างกัน และการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด
ในส่วนของ ธปท. มีพันธสัญญาที่จะยกระดับมาตรฐานและสร้างกฎเกณฑ์ที่ยอมรับร่วมกัน รวมถึงทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูล แบ่งปันข้อมูล และประสานงานระหว่างอุตสาหกรรมกับหน่วยงานกำกับดูแลที่มีอำนาจ ขณะที่สมาคมต่าง ๆ ทั้งธนาคารรัฐ ธนาคารพาณิชย์ นอนแบงก์ และ Money Changer ต่างมีพันธสัญญาที่จะร่วมมือกันดำเนินการ
สุดท้ายแล้ว ธปท.เชื่อว่าแม้จะไม่สามารถทำให้อาชญากรรมหมดไปได้ในทันที แต่ถ้าธุรกรรมเหล่านี้ทำได้ยากขึ้น จำนวนอาชญากรรมก็จะทยอยลดลงในระยะข้างหน้า
- อาชญากรรมทางการเงินไทยยังสูง
นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญภัยคุกคามจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือสแกมเมอร์ที่มีความซับซ้อนและข้ามพรมแดน โดยช่วงเดือนม.ค.-ก.ค.ที่ผ่านมา มีการแจ้งเหตุทางเทคโนโลยีกว่า 1.9 ล้านเคส คิดเป็นมูลค่าความเสียหายสูงถึง 9,000 ล้านบาท
แม้จำนวนการรับแจ้งเหตุเฉลี่ยต่อวันจะลดลงเหลือประมาณ 902 เคส แต่ระดับความเสียหายยังอยู่ในระดับสูง เนื่องจากมิจฉาชีพปรับเปลี่ยนกลวิธีให้มีความแยบยลและซับซ้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพยายามนำเงินไปฟอกหรือแปรสภาพให้ถูกกฎหมาย
ดังนั้นภายใต้กรอบความร่วมมือครั้งนี้ เป้าหมายสำคัญคือ “Reinvent Thailand” เพื่อสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่น หรือ Trust and Confidence ให้ประเทศไทยอยู่ในระดับสากล
โดยสมาคมธนาคารไทยและธนาคารสมาชิกพร้อมสนับสนุนมาตรการป้องกันการใช้ระบบการเงินในทางที่ผิดกฎหมาย ผ่าน 5 กลไกสำคัญ
กลไกแรก คือการยกระดับการยืนยันตัวตน KYC, CDD และ EDD โดยเชื่อมโยงข้อมูลจากภาครัฐ กลไกที่สอง คือการจัดทำมาตรฐานกลางของอุตสาหกรรม หรือ Industry Standard เพื่อจัดการบัญชีที่มีความเสี่ยง กลไกที่สาม คือการยกระดับการตรวจสอบธุรกรรมเงินสด เพื่อลดความเสี่ยงที่เงินสดจะถูกนำไปใช้ในกิจกรรมผิดกฎหมาย
กลไกที่สี่ คือการใช้เทคโนโลยีในการเฝ้าระวังเชิงรุก เพื่อให้สามารถตรวจจับความผิดปกติได้รวดเร็วและป้องกันความเสียหายก่อนขยายวงกว้าง
กลไกที่ห้า คือการทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานงาน เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างภาคธนาคาร ภาครัฐ และภาคเอกชน เพิ่มประสิทธิภาพในการสกัดกั้นเส้นทางการเงินที่ผิดกฎหมาย
- ชู 3ยกระดับ
นายยอด ชินสุภัคกุล นายกสมาคมการค้าผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวว่า ผู้ให้บริการชำระเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร หรือ Non-bank พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของระบบการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยวางหลักการสำคัญไว้ที่ “3 ย” ได้แก่ ยกระดับ ยากลำบาก และอย่างรวดเร็ว
“ยกระดับ” หมายถึงการยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบต่าง ๆ ให้มีความเข้มงวดและมีประสิทธิภาพสูงขึ้นตามมาตรฐานสากล
ส่วน “อย่างรวดเร็ว” เน้น 2 เรื่อง คือการแบ่งปันข้อมูล หรือ Information Sharing ระหว่างกัน และการปรับเปลี่ยนอัลกอริทึมหรือระบบให้เท่าทันเทคนิคการหลอกลวงรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทั้งการยกระดับ KYM หรือ Know Your Merchant โดยจะตรวจสอบตัวตนของร้านค้าตลอดช่วงเวลาที่ให้บริการ การยกระดับ KYC และ CDD สำหรับผู้บริโภคหรือผู้ใช้งาน โดยเพิ่มมาตรฐานการพิสูจน์ตัวตน การนำส่งข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์
โดยสมาคมฯจะนำส่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างต่อเนื่องให้ ธปท.นำไปวิเคราะห์ความเชื่อมโยง หรือ Link Analysis ของเส้นทางการเงินและพฤติกรรมที่ผิดปกติ เพื่อสานต่อความร่วมมือที่มีอยู่ให้เข้มข้นและต่อเนื่องมากขึ้น และการจัดตั้ง Fraud and Risk Working Group เพื่อยกระดับการจัดการปัญหาการหลอกลวง





