เปิดมุมมอง “3 ซีอีโอแบงก์ใหญ่” เร่งปรับทัพธุรกิจท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจผันผวนและฟื้นตัวแบบ “เคเชฟ” ที่ยังไม่ทั่วถึง “กสิกรไทย” คุมเข้มพอร์ตเอสเอ็มอี หันซบลูกค้ารายใหญ่ “บีบีแอล” เกาะกระแส “เอฟดีไอ” รับอานิสงส์ภาคการลงทุน “ทีทีบี” ลุยขยายธุรกิจ “เวลธ์ แมเนจเมนต์” ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ “ดีบีเอส”
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) กล่าวว่า ธนาคารยังมั่นใจว่าสินเชื่อรวมปี 2569 จะเติบโตใกล้เคียงกับเป้าหมายที่วางไว้ที่ 0-2% และมีโอกาสแตะกรอบบนของเป้าหมาย
โดยเฉพาะสินเชื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ หรือ Corporate ที่เติบโตชัดเจนและมีดีมานด์ขอกู้ต่อเนื่อง โดยกลุ่มที่เห็นโอกาสอย่างชัดเจน ได้แก่ อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์และรถยนต์ ซึ่งมีการขยายกำลังการผลิต ทำให้มีความต้องการใช้สินเชื่อเพิ่มขึ้น
สำหรับ การบริหารพอร์ตลูกค้าเอสเอ็มอียอมรับว่ามีความเสี่ยงมากขึ้นทำให้ธนาคารปรับลดพอร์ตลงต่อเนื่อง โดยปรับลดสัดส่วนพอร์ต SME จากเดิม 30-36% มาอยู่ที่ประมาณ 20-24% จากการระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ เพื่อลดความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อธนาคารอยู่ระหว่างทดสอบระบบ Credit Scoring ใหม่ เพื่อคัดกรองลูกค้า โดยแยกความสามารถในการชำระหนี้ออกจากความเต็มใจในการชำระหนี้ รวมถึงป้องกันกลุ่มมิจฉาชีพ
ขณะที่ แนวทางดังกล่าวสะท้อนการให้ความสำคัญกับคุณภาพสินเชื่อมากกว่าการขยายพอร์ตเพียงด้านปริมาณ โดยเฉพาะในช่วงที่ธนาคารต้องบริหารความเสี่ยงจากกลุ่มลูกค้า SME และรายย่อยอย่างรอบคอบมากขึ้น
ทั้งนี้ ธนาคารมองว่าสินเชื่อในช่วงที่เหลือของปีจะยังสามารถเติบโตได้ในระดับหนึ่ง โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากกลุ่มลูกค้า Corporate ที่เริ่มมีการขยายธุรกิจและเพิ่มการลงทุน ส่งผลให้เห็นความต้องการสินเชื่อเพื่อการลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อการลงทุนระยะยาวจากกระแสเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณการเข้ามาขอสินเชื่อเพื่อการลงทุนบ้างแล้ว แต่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นและต้องใช้เวลาในการพัฒนาต่อเนื่อง
ดังนั้น ในมุมของธนาคารจึงยังคงดำเนินธุรกิจบนและการเติบโตอย่างระมัดระวังภายใต้ข้อจำกัด
พร้อมเพิ่มทางเลือกด้านการออมและการลงทุน เพื่อรักษาอำนาจการจับจ่ายของกลุ่มผู้มีเงินออมและผู้เกษียณไม่ให้ลดลงตามภาวะดอกเบี้ยต่ำ อีกแนวทางคือการนำ Risk-Based Pricing มาใช้ เพื่อให้คนที่มีวินัยทางการเงินดีสามารถกู้ได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง
ในมุมของการขยายธุรกิจธนาคารยังเดินหน้าขยายธุรกิจ Wealth Management ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ DBS โดยเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์การเงินระดับโลกและระดับภูมิภาคเข้ามาเสริมบริการ
“ความร่วมมือดังกล่าวไม่ได้เป็นการใช้เงินซื้อพอร์ตลูกค้า DBS แต่เป็นการโอนย้ายลูกค้าจาก DBS ประเทศไทยมาให้ TTB เป็นผู้ดูแล ขณะที่รายได้จากการซื้อขายหลักทรัพย์จาก DBS จะเข้ามาที่ TTB”
ซึ่งการร่วมมือครั้งนี้ช่วยยกระดับการดูแลลูกค้าผ่านผลิตภัณฑ์ของ TTB ทั้งกองทุน ประกันภัย และบัตรเครดิต พร้อมนำผลิตภัณฑ์ระดับโลกและระดับภูมิภาคของ DBS มาให้บริการ เปรียบเสมือน “ซูเปอร์มาร์เก็ตทางการเงิน” และร่วมกันดูแลลูกค้าไทยที่ต้องการลงทุนในต่างประเทศ





