“วิทัย” กางแผน “แบงก์ชาติ” เร่งออกใบอนุญาตใหม่ “ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง” ในไตรมาส 4 ปีนี้ ชี้หากไม่ขอใบอนุญาตใหม่ดำเนินธุรกิจไม่ได้ พร้อมเดินหน้าคุม “นอนแบงก์” กวาด 3,600 แห่ง เข้ามาอยู่ภายใต้กำกับ ธปท. หวังคุมดอกเบี้ย-ดูแลคุ้มครองผู้บริโภค
โดยการออกหลักเกณฑ์ BNPL เป็นส่วนหนึ่งของการปรับแนวทางการกำกับดูแลของธปท. ให้สอดคล้องกับรูปแบบบริการทางการเงินที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะ “ธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน” หรือ “นอนแบงก์” ที่เข้ามามีบทบาทกับผู้บริโภคมากขึ้น และมีผู้ประกอบการอยู่ในระบบเป็นจำนวนมาก
โดยกรอบหลักเกณฑ์สำหรับ BNPL ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) แล้ว และขั้นตอนต่อไปคือการจัดทำร่างหลักเกณฑ์ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนก.ย. 2569 นี้ จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็น ก่อนนำข้อคิดเห็น และข้อสังเกตต่าง ๆ มาปรับปรุงหลักเกณฑ์ เพื่อให้สามารถประกาศใช้ได้ภายในไตรมาส 4 ปีนี้
ขณะที่ มองการออกใบอนุญาต BNPLจะต้องจัดทำใบอนุญาต หรือ License เพิ่มขึ้นอีก 1 ใบ สำหรับการให้บริการ BNPL โดยเฉพาะ เพื่อให้ผู้ประกอบการที่เข้าข่ายต้องเข้ามาอยู่ภายใต้ระบบการกำกับดูแล ซึ่งการกำกับดูแลจะมีการกำหนดระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในปัจจุบันมีเวลาในการเตรียมตัวและเข้ามาขอใบอนุญาตให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์
ทั้งนี้ จากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการรายหลักที่ให้บริการ BNPL ประมาณ 6 แห่งขึ้นไป โดยกลุ่มที่ ธปท. ให้ความสำคัญในการกำกับดูแล คือบริษัทที่มีพฤติกรรมการปล่อยสินเชื่อเพื่อนำไปซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ลักษณะของธุรกิจดังกล่าวจะมีทั้งผู้ปล่อยสินเชื่อและตัวแพลตฟอร์ม โดยจุดที่ธปท. จะเน้นการกำกับดูแลเป็นหลักคือ “ผู้ที่ทำหน้าที่ปล่อยสินเชื่อ”
“เมื่อหลักเกณฑ์มีผลบังคับใช้แล้ว ผู้ประกอบการที่เข้าข่ายจะต้องเข้ามาอยู่ในระบบการกำกับดูแลของ ธปท. โดยผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า หากออกหลักเกณฑ์มาแล้วและผู้ประกอบการไม่เข้าเกณฑ์ ก็จะไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้”
นอกจากนี้ ธปท.อยู่ระหว่างการเข้าไปกำกับดูแลเพิ่มเติมสำหรับ “นอนแบงก์” เนื่องจากปัจจุบันพบว่านอกจากกฎหมายที่ใช้กำกับนอกจากไม่สอดรับกับยุคปัจจุบันแล้ว ยังพบว่าประชาชนจำนวนมากเริ่มถูกเอาเปรียบจากเงื่อนไขดอกเบี้ยที่สูงเกินควร หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมจากบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ ๆ ดังนั้น การกำกับดูแลจึงต้องตอบโจทย์การคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินมากขึ้น
โดยการขยายขอบเขตการกำกับดูแลนอนแบงก์นั้น ถือเป็นงานที่มีความท้าทาย เนื่องจากต้องขยับจากการกำกับดูแลสถาบันการเงินหลักประมาณ 30-40 แห่ง ไปสู่ผู้ประกอบการนอนแบงก์ที่มีจำนวนประมาณ 3,600 แห่ง
ซึ่งจะครอบคลุมธุรกิจประมาณ 24 ประเภท ทำให้รูปแบบการดำเนินธุรกิจมีความหลากหลาย และเป็นโจทย์สำคัญของธปท. ในการออกแบบระบบกำกับดูแลให้เหมาะสมกับผู้ประกอบการแต่ละประเภท ทั้งในกลุ่มสินเชื่อ มีทั้งสินเชื่อส่วนบุคคล หรือ P-Loan สินเชื่อที่มีหลักประกัน นาโนไฟแนนซ์ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ BNPL และบัตรเครดิต ฯลฯ
“สิ่งที่ธปท. ต้องดำเนินการไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนธุรกิจที่เข้ามาอยู่ภายใต้การกำกับดูแล แต่ต้องปรับเครื่องมือและระบบกำกับดูแลให้สามารถรองรับจำนวนผู้ประกอบการที่เพิ่มขึ้นอย่างมากด้วย”
ทั้งนี้ หากพิจารณาจากจำนวนบัญชีสินเชื่อรายย่อยและสินเชื่อส่วนบุคคล พบว่า นอนแบงก์มีสัดส่วนสูงถึง 75% ของจำนวนบัญชีทั้งหมด ขณะที่ ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ หรือ SFIs มีสัดส่วนประมาณ 25%
สะท้อนให้เห็นว่านอนแบงก์มีบทบาทอย่างมากในตลาดสินเชื่อรายย่อย ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ ธปท.ต้องขยายการกำกับดูแลให้ครอบคลุมผู้ให้บริการทางการเงินนอกเหนือจากธนาคารพาณิชย์
ไม่เพียงเท่านั้นการเข้าไปดูแลของธปท. ในระยะข้างหน้า จะต้องขยายบทบาทมากขึ้น เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งเป็นจุดเน้นใหม่ของ ธปท.จากเดิมที่การกำกับดูแลให้ความสำคัญกับการดูแลธนาคารพาณิชย์และการป้องกันความเสี่ยงจากธนาคารล้ม ปัจจุบันต้องหันมาให้ความสำคัญกับผู้ใช้บริการทางการเงินในวงกว้างมากขึ้น
ขณะเดียวกัน การกำกับดูแลต้องครอบคลุมผู้ประกอบการหลายประเภท ตั้งแต่ธุรกิจสินเชื่อไปจนถึงธุรกิจชำระเงิน e-Wallet ลีสซิ่ง และแลกเปลี่ยนเงินตรา เป็นต้น
“แม้รูปแบบการตรวจสอบผู้ประกอบการ นอนแบงก์อาจไม่ได้มีความลึกซึ้งเท่ากับการตรวจสอบธนาคารพาณิชย์ แต่จะต้องมีความเข้มข้นและครอบคลุมมากกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด การนำ Data และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจึงมีความสำคัญเพื่อให้ธปท. สามารถติดตามผู้ประกอบการจำนวนมากและดูแลกิจกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้นในระบบได้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงเป็นทั้งการขยายขอบเขตงานกำกับและการปรับวิธีการทำงานของ ธปท. ให้สามารถรองรับโครงสร้างตลาดทางการเงินที่มีผู้เล่นเพิ่มขึ้น”





