วิริยะรุกตลาด Non-Motorครึ่งปีแรกเติบโตถึง 18% สูงกว่าเป้าหมายและตลาดรวม จากปัจจัยความเสี่ยงรอบตัวที่เพิ่มขึ้น บริษัทตั้งเป้ารักษาการเติบโตของพอร์ต Non-Motor ให้อยู่ในระดับสองหลักอย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้าหมายระยะยาวใน 5-6 ปีข้างหน้า คือการเพิ่มสัดส่วนเบี้ยประกัน Non-Motor ให้เป็น 20% ของพอร์ตรวม หรือคิดเป็นมูลค่าแตะ 10,000 ล้านบาท
เหล่านี้สะท้อนผ่านผลการดำเนินงานของบริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ที่ทำผลประกอบการเติบโตได้ดีจากธุรกิจ Non-Motor โดยในช่วง 2 ไตรมาสแรกของปี 2569 ธุรกิจ Non-Motor เติบโตถึง18% สูงกว่าภาพรวมตลาดที่เติบโตประมาณ 3% และสูงกว่าเป้าหมายเดิมของบริษัทที่ตั้งไว้ 9.7%
นางฐวิกาญจน์ เตชทวีทรัพย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน)กล่าวว่า หากมองลึกไปดูมากกว่าตัวเลขการเติบโต คือพฤติกรรมของลูกค้าที่กำลังเปลี่ยนไป เมื่อความเสี่ยงที่เคยถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวเริ่มเข้ามาใกล้ตัวมากขึ้น
ขณะที่ต้นทุนในการรับมือกับความเสี่ยง โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาล ก็สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจ Non-Motor เติบโต คือความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่อง Climate Change ซึ่งทำให้เกิดเหตุการณ์ภัยธรรมชาติที่สร้างความเสียหายและทำให้ประชาชนตระหนักถึงความเสี่ยงมากขึ้น ทั้งน้ำท่วมและแผ่นดินไหวเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ลูกค้ามองเห็นความเสียหายที่สามารถเกิดขึ้นกับทรัพย์สินของตัวเองได้อย่างชัดเจน
ซึ่งเหล่านี้ทำให้ลูกค้าทั้ง“ตระหนักและมีความตระหนก”ต่อความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น และเมื่อความเสี่ยงไม่ได้เป็นเรื่องที่อยู่ห่างไกลอีกต่อไป การซื้อประกันเพื่อป้องกันความเสียหายจึงได้รับความสนใจมากขึ้น
โดยเฉพาะกลุ่มประกันภัยทรัพย์สิน หรือPNC ส่งผลให้การเติบโตของประกันที่เกี่ยวกับ PNC ในช่วง 2 ไตรมาสแรกเติบโตประมาณ 11% ขณะที่ตลาดเติบโตประมาณ 3.5% สะท้อนการตอบรับของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นต่อผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองทรัพย์สิน
นอกจากภัยธรรมชาติแล้ว เหตุการณ์ไฟไหม้ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ความต้องการประกันภัยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเจ้าของบ้านและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต่างๆ
“เหตุไฟไหม้ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งทำให้เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กและเจ้าของบ้านหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงมากขึ้น เพราะความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงทรัพย์สิน แต่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจด้วย”
อีกปัจจัยสำคัญในกลุ่มสุขภาพคือ Medical Inflation หรือภาวะที่ค่ารักษาพยาบาลปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นจะสร้างความกังวลให้กับลูกค้า แต่ในอีกด้านหนึ่งกลับทำให้ผู้บริโภคเห็นความสำคัญของการมีประกันสุขภาพมากขึ้น เพราะเมื่อค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงขึ้น
การเตรียมความพร้อมด้านความคุ้มครองก็ยิ่งมีความจำเป็น
ประเด็นนี้ยิ่งมีความสำคัญเมื่อสังคมกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย เพราะการออกแบบประกันสุขภาพไม่ได้มองเพียงว่าลูกค้าต้องการความคุ้มครองเท่าใด แต่ต้องมองไปถึงความสามารถในการจ่ายเบี้ยในระยะยาวด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น ในส่วนของประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล หรือPA พบว่าเติบโตถึง 42% ขณะที่ผลิตภัณฑ์ Motor Add-on ซึ่งเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์สำคัญของบริษัทเติบโตถึง 100%
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญในการขยายตลาด Non-Motor คือแนวคิดเรื่อง Small Ticket หรือการออกผลิตภัณฑ์ที่มีเบี้ยประกันไม่สูงจนเกินไป เหตุผลสำคัญคือบริษัทต้องการทำให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น
นางฐวิกาญจน์ ฉายภาพต่อว่า แม้ธุรกิจประกันจะมีการแข่งขันสูง แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัทไม่ได้มุ่งเน้นการออกผลิตภัณฑ์ใหม่จำนวนมากเป็นหลัก
“บริษัทไม่ได้ต้องการเน้นการแข่งขันด้วยราคา หรือ Price War แต่ต้องการแข่งขันด้วยคุณภาพการบริการ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าและทำให้ลูกค้าอยู่กับบริษัทในระยะยาว”
แนวคิดดังกล่าวทำให้การลงทุนด้านระบบกลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของยุทธศาสตร์ Non-Motor เพราะเมื่อธุรกิจขยายตัว สิ่งที่บริษัทต้องรองรับไม่ได้มีเพียงยอดขาย แต่รวมถึงการให้บริการลูกค้าและการบริหารกรมธรรม์ด้วย อีกเรื่องที่บริษัทให้ความสำคัญมากขึ้นคือ Data หรือข้อมูล บริษัทต้องการมีข้อมูลที่สมบูรณ์เพื่อนำไปต่อยอดการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ
ดังนั้น การเติบโตในระยะต่อไปจึงไม่ได้เกิดจากการเพิ่มผลิตภัณฑ์จำนวนมากเพียงอย่างเดียว แต่จะเน้นการนำข้อมูลมาใช้เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ลูกค้าได้แม่นยำขึ้น
สำหรับความคาดหวังในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะปีนี้บริษัทเชื่อว่าทั้งปีเบี้ยประกันรวมของธุรกิจ Non-motor จะสามารถทำได้ไม่น้อยกว่า 6,000 ล้านบาท ซึ่งเกินเป้าหมายเดิมที่บริษัทคาดการณ์ไว้ที่ 5,700 ล้านบาท
และหากมองไปไกลกว่านั้น ในช่วง 5-6ปี“วิริยะ"ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วน Non-Motor จากปัจจุบันประมาณ 13% ของพอร์ตโดยรวม เป็น 20% หรือหากคิดเป็นตัวเลขเบี้ยรับ เป้าหมายดังกล่าวอยู่ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท
ซึ่งการเติบโตสู่ระดับดังกล่าวได้บริษัทยังพยายามรักษาการเติบโตของ Non-Motor ให้อยู่ในระดับ สองหลักหรือ Double Digit อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป้าหมายเหล่านี้ต้องมาพร้อมกับการเติบโตที่มีคุณภาพ ไม่ใช่การเร่งยอดขายด้วยการแข่งขันด้านราคา





