วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

ThaiBMA ชี้ ‘หุ้นกู้บิ๊กคอร์ป’ แกร่ง ลุย ‘โรโอเวอร์’ ไร้ปัญหาฐานะการเงิน

“ไทยบีเอ็มเอ” เผยภาพรวมตลาดหุ้นกู้ 5 เดือนแรก “ยังทรงตัว” คาดทั้งปีออกไม่ต่ำกว่า 8.8 แสนล้าน โดยส่วนใหญ่กว่า 90% ยังเป็นกลุ่ม Investment Grade ที่นักลงทุนเชื่อมั่น ด้าน “หุ้นกู้อสังหาฯ” ปรับตัวส่ง “หุ้นกู้มีประกัน” สูงถึง 89% หวังดึงความเชื่อมั่นคืน ขณะที่ “ฟิทช์ เรทติ้งส์” ออกโรงเตือน 10 บริษัทเอกชนรายใหญ่ของไทยเผชิญแรงกดดัน

KEY POINTS

  • สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ระบุว่าผู้ออกหุ้นกู้รายใหญ่มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ทำให้สามารถต่ออายุหนี้ (Rollover) ได้โดยไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากนักลงทุนยังมีความต้องการสูง
  • หุ้นกู้ที่จะครบกำหนดในช่วงที่เหลือของปีนี้มีมูลค่าราว 5 แสนล้านบาท โดย 92% เป็นกลุ่ม Investment Grade ที่มีความน่าเชื่อถือสูงและนักลงทุนยังคงให้ความเชื่อมั่น
  • กลุ่มบริษัทอสังหาริมทรัพย์มีการปรับตัวเพื่อสร้างความเชื่อมั่น โดยหันมาออก "หุ้นกู้แบบมีประกัน" เพิ่มขึ้น ขณะที่ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบและเป็นบริษัทกลุ่มเดิม

นางสาวศิรินาถ อมรธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยและวิเทศสัมพันธ์ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA ) เปิดเผยว่า ในปีนี้ “ผู้ออกหุ้นกู้รายใหญ่” มูลค่าครบกำหนดมีมูลค่าใกล้เคียงกับก่อน โดย ผู้ออกหุ้นกู้รายใหญ่ 10 อันดับแรก ( Top 10 issuers)  มียอดครบกำหนด ครึ่งปีหลัง 2569  เท่ากับ 128,368 ล้านบาท ทั้งนี้ ผู้ออกรายใหญ่อยู่ในกลุ่มอันดับเครดิตที่ค่อนข้างสูง ซึ่งที่ผ่านมา ไม่ได้รับผลกระทบในการ Rollover เนื่องจากมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีเครื่องมือหลายอย่างในการบริหารเงินทุน และผู้ลงทุนมีความต้องการ และมีการตอบรับที่ดี

ทั้งนี้ ThaiBMA พิจารณาหุ้นกู้ที่ออกในประเทศและรวมผู้ออกทุกรายทั้งที่จัดกับ Fitch Rating และ Tris Rating แต่สำหรับ Fitch Rating จะเป็นผู้ออกที่จัดอันดับกับ Fitch Rating เท่านั้น และอาจรวมหนี้อื่นๆ เช่น หุ้นกู้ที่ออกต่างประเทศ

ThaiBMA ชี้ ‘หุ้นกู้บิ๊กคอร์ป’ แกร่ง ลุย ‘โรโอเวอร์’ ไร้ปัญหาฐานะการเงิน

นางสาวอริยา ติรณปกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดตราสารหนี้ ช่วง 5 เดือนแรก ปีนี้ มีมูลค่าการออกหุ้นกู้ราว 3.4 - 3.6 แสนล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ลดลงเพียง 2%

โดยคาดการณ์ว่าทั้งปีจะมียอดออกไม่ต่ำกว่าปีที่แล้วที่ประมาณ 8.8 แสนล้านบาท กลุ่ม Investment Grade (IG) ยังคงเป็นกลุ่มหลักที่ขับเคลื่อนตลาด (92-93% ของตลาด) และยังสามารถออกหุ้นกู้ได้ตามปกติ กลุ่ม High Yield (หุ้นกู้เสี่ยงสูง) มีสัดส่วนเพียง 6-7% และมียอดการออกที่ชะลอตัวลง

เนื่องจากนักลงทุนมีความระมัดระวังมากขึ้น สำหรับหุ้นกู้ที่จะครบกำหนด ในช่วงที่เหลือของปีนี้ (มิ.ย. - ธ.ค.) จะมีหุ้นกู้ครบกำหนดประมาณ 5 แสนล้านบาท ซึ่ง 92% เป็นกลุ่ม Investment Grade ที่นักลงทุนยังเชื่อมั่น

ด้านสถานการณ์ “หุ้นกู้อสังหาฯ” มูลค่าที่จะครบกำหนด ในช่วงครึ่งหลังของปี มีหุ้นกู้อสังหาฯ ครบกำหนดประมาณ 7 หมื่นล้านบาท โดยเป็นกลุ่ม High Yield ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท พบบริษัทอสังหาฯ หันมาออก “หุ้นกู้แบบมีประกัน” สูงถึง 89% เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน โดยใช้ที่ดินหรือสินทรัพย์มาค้ำประกัน 

สถานการณ์ปัจจุบันพบปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ (Default) ยังจำกัดอยู่ในวงแคบ และเป็น “หน้าเดิม ๆ” ที่มีปัญหาต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว ไม่ใช่บริษัทใหม่ โดยจากบริษัทอสังหาฯ ที่ออกหุ้นกู้ทั้งหมด 57 แห่ง มีเพียง 9 แห่งที่มีปัญหา (ประมาณ 10% ของจำนวนบริษัท) หากดูสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ กลุ่มที่น่ากังวลกว่าอสังหาฯ คือ กลุ่มก่อสร้างและ กลุ่มท่องเที่ยว ซึ่งได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจมากกว่า ซึ่งปัจจุบันบริษัทนิยมใช้วิธี เจาะจงเจรจายืดหนี้ กับผู้ถือหุ้นกู้แทนการ Default ซึ่งหากตกลงเงื่อนไขที่เป็นธรรมได้ก็ช่วยให้ธุรกิจเดินต่อได้

ด้านผลกระทบจากทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น เชื่อจะไม่กระทบกับการระดมทุนของบริษัทขนาดใหญ่ เนื่องจากต้นทุนดอกเบี้ยในปัจจุบันยังใกล้เคียงกับช่วงปี 2567-2568 

แม้ล่าสุด “ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย)” ออกโรงเตือนบิ๊กคอร์ปอเรตไทยกำลังเผชิญมรสุมหนี้ท่วม หลังพบผู้ออกหุ้นกู้รายใหญ่ที่สุด 10 อันดับแรกของประเทศ มีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไร (EBITDA) เฉลี่ยสูงถึง 3.7 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยเอเชียเกือบเท่าตัว ซ้ำร้ายยังต้องเตรียมรับมือกับคลื่นหุ้นกู้ก้อนโตมูลค่ารวมกว่า 3.18 แสนล้านบาทที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในปีนี้ 

ท่ามกลางปัจจัยลบรุมเร้า ทั้งต้นทุนพลังงานที่ทรงตัวสูงจากวิกฤติตะวันออกกลาง สงครามการค้าที่รุนแรงขึ้น และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ฉุดกำลังซื้อในประเทศ ส่งผลให้ความยืดหยุ่นทางการเงินลดลงและเพิ่มความเสี่ยงด้านการรีไฟแนนซ์หากตลาดการเงินตึงตัวขึ้น

สำหรับภาคธุรกิจที่น่ากังวลและเผชิญแรงกดดันด้านอันดับเครดิตมากที่สุดคือ “กลุ่มปิโตรเคมี” ที่แบกหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA สูงเกินกว่า 8 เท่า ตามมาด้วยกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ยอดขายชะลอตัวจากภาวะอุปทานล้นตลาด และกลุ่มพลังงานที่มีภาระลงทุนก้อนใหญ่เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด 

อย่างไรก็ตาม ฟิทช์ฯ มองว่าผลกระทบรอบนี้ยังจำกัดอยู่เฉพาะบางเซกเตอร์และไม่รุนแรงเท่าช่วงโควิด-19 โดยกลุ่มค้าปลีกและโทรคมนาคมยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งภาพรวมบริษัทรายใหญ่ยังพอประคองตัวไหว แต่กลุ่มธุรกิจรายเล็ก (SMEs) จะน่าเป็นห่วงที่สุดเพราะจะเผชิญความยากลำบากในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน