“ไทยบีเอ็มเอ” เผยภาพรวมตลาดหุ้นกู้ 5 เดือนแรก “ยังทรงตัว” คาดทั้งปีออกไม่ต่ำกว่า 8.8 แสนล้าน โดยส่วนใหญ่กว่า 90% ยังเป็นกลุ่ม Investment Grade ที่นักลงทุนเชื่อมั่น ด้าน “หุ้นกู้อสังหาฯ” ปรับตัวส่ง “หุ้นกู้มีประกัน” สูงถึง 89% หวังดึงความเชื่อมั่นคืน ขณะที่ “ฟิทช์ เรทติ้งส์” ออกโรงเตือน 10 บริษัทเอกชนรายใหญ่ของไทยเผชิญแรงกดดัน
KEY POINTS
- สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ระบุว่าผู้ออกหุ้นกู้รายใหญ่มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ทำให้สามารถต่ออายุหนี้ (Rollover) ได้โดยไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากนักลงทุนยังมีความต้องการสูง
- หุ้นกู้ที่จะครบกำหนดในช่วงที่เหลือของปีนี้มีมูลค่าราว 5 แสนล้านบาท โดย 92% เป็นกลุ่ม Investment Grade ที่มีความน่าเชื่อถือสูงและนักลงทุนยังคงให้ความเชื่อมั่น
- กลุ่มบริษัทอสังหาริมทรัพย์มีการปรับตัวเพื่อสร้างความเชื่อมั่น โดยหันมาออก "หุ้นกู้แบบมีประกัน" เพิ่มขึ้น ขณะที่ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ยังคงจำกัดอยู่ในวงแคบและเป็นบริษัทกลุ่มเดิม
นางสาวศิรินาถ อมรธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยและวิเทศสัมพันธ์ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA ) เปิดเผยว่า ในปีนี้ “ผู้ออกหุ้นกู้รายใหญ่” มูลค่าครบกำหนดมีมูลค่าใกล้เคียงกับก่อน โดย ผู้ออกหุ้นกู้รายใหญ่ 10 อันดับแรก ( Top 10 issuers) มียอดครบกำหนด ครึ่งปีหลัง 2569 เท่ากับ 128,368 ล้านบาท ทั้งนี้ ผู้ออกรายใหญ่อยู่ในกลุ่มอันดับเครดิตที่ค่อนข้างสูง ซึ่งที่ผ่านมา ไม่ได้รับผลกระทบในการ Rollover เนื่องจากมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง มีเครื่องมือหลายอย่างในการบริหารเงินทุน และผู้ลงทุนมีความต้องการ และมีการตอบรับที่ดี
ทั้งนี้ ThaiBMA พิจารณาหุ้นกู้ที่ออกในประเทศและรวมผู้ออกทุกรายทั้งที่จัดกับ Fitch Rating และ Tris Rating แต่สำหรับ Fitch Rating จะเป็นผู้ออกที่จัดอันดับกับ Fitch Rating เท่านั้น และอาจรวมหนี้อื่นๆ เช่น หุ้นกู้ที่ออกต่างประเทศ
นางสาวอริยา ติรณปกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดตราสารหนี้ ช่วง 5 เดือนแรก ปีนี้ มีมูลค่าการออกหุ้นกู้ราว 3.4 - 3.6 แสนล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ลดลงเพียง 2%
โดยคาดการณ์ว่าทั้งปีจะมียอดออกไม่ต่ำกว่าปีที่แล้วที่ประมาณ 8.8 แสนล้านบาท กลุ่ม Investment Grade (IG) ยังคงเป็นกลุ่มหลักที่ขับเคลื่อนตลาด (92-93% ของตลาด) และยังสามารถออกหุ้นกู้ได้ตามปกติ กลุ่ม High Yield (หุ้นกู้เสี่ยงสูง) มีสัดส่วนเพียง 6-7% และมียอดการออกที่ชะลอตัวลง
เนื่องจากนักลงทุนมีความระมัดระวังมากขึ้น สำหรับหุ้นกู้ที่จะครบกำหนด ในช่วงที่เหลือของปีนี้ (มิ.ย. - ธ.ค.) จะมีหุ้นกู้ครบกำหนดประมาณ 5 แสนล้านบาท ซึ่ง 92% เป็นกลุ่ม Investment Grade ที่นักลงทุนยังเชื่อมั่น
ด้านสถานการณ์ “หุ้นกู้อสังหาฯ” มูลค่าที่จะครบกำหนด ในช่วงครึ่งหลังของปี มีหุ้นกู้อสังหาฯ ครบกำหนดประมาณ 7 หมื่นล้านบาท โดยเป็นกลุ่ม High Yield ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท พบบริษัทอสังหาฯ หันมาออก “หุ้นกู้แบบมีประกัน” สูงถึง 89% เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน โดยใช้ที่ดินหรือสินทรัพย์มาค้ำประกัน
สถานการณ์ปัจจุบันพบปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ (Default) ยังจำกัดอยู่ในวงแคบ และเป็น “หน้าเดิม ๆ” ที่มีปัญหาต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว ไม่ใช่บริษัทใหม่ โดยจากบริษัทอสังหาฯ ที่ออกหุ้นกู้ทั้งหมด 57 แห่ง มีเพียง 9 แห่งที่มีปัญหา (ประมาณ 10% ของจำนวนบริษัท) หากดูสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ กลุ่มที่น่ากังวลกว่าอสังหาฯ คือ กลุ่มก่อสร้างและ กลุ่มท่องเที่ยว ซึ่งได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจมากกว่า ซึ่งปัจจุบันบริษัทนิยมใช้วิธี เจาะจงเจรจายืดหนี้ กับผู้ถือหุ้นกู้แทนการ Default ซึ่งหากตกลงเงื่อนไขที่เป็นธรรมได้ก็ช่วยให้ธุรกิจเดินต่อได้
ด้านผลกระทบจากทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น เชื่อจะไม่กระทบกับการระดมทุนของบริษัทขนาดใหญ่ เนื่องจากต้นทุนดอกเบี้ยในปัจจุบันยังใกล้เคียงกับช่วงปี 2567-2568
แม้ล่าสุด “ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย)” ออกโรงเตือนบิ๊กคอร์ปอเรตไทยกำลังเผชิญมรสุมหนี้ท่วม หลังพบผู้ออกหุ้นกู้รายใหญ่ที่สุด 10 อันดับแรกของประเทศ มีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไร (EBITDA) เฉลี่ยสูงถึง 3.7 เท่า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยเอเชียเกือบเท่าตัว ซ้ำร้ายยังต้องเตรียมรับมือกับคลื่นหุ้นกู้ก้อนโตมูลค่ารวมกว่า 3.18 แสนล้านบาทที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในปีนี้
ท่ามกลางปัจจัยลบรุมเร้า ทั้งต้นทุนพลังงานที่ทรงตัวสูงจากวิกฤติตะวันออกกลาง สงครามการค้าที่รุนแรงขึ้น และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ฉุดกำลังซื้อในประเทศ ส่งผลให้ความยืดหยุ่นทางการเงินลดลงและเพิ่มความเสี่ยงด้านการรีไฟแนนซ์หากตลาดการเงินตึงตัวขึ้น
สำหรับภาคธุรกิจที่น่ากังวลและเผชิญแรงกดดันด้านอันดับเครดิตมากที่สุดคือ “กลุ่มปิโตรเคมี” ที่แบกหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA สูงเกินกว่า 8 เท่า ตามมาด้วยกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ยอดขายชะลอตัวจากภาวะอุปทานล้นตลาด และกลุ่มพลังงานที่มีภาระลงทุนก้อนใหญ่เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
อย่างไรก็ตาม ฟิทช์ฯ มองว่าผลกระทบรอบนี้ยังจำกัดอยู่เฉพาะบางเซกเตอร์และไม่รุนแรงเท่าช่วงโควิด-19 โดยกลุ่มค้าปลีกและโทรคมนาคมยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งภาพรวมบริษัทรายใหญ่ยังพอประคองตัวไหว แต่กลุ่มธุรกิจรายเล็ก (SMEs) จะน่าเป็นห่วงที่สุดเพราะจะเผชิญความยากลำบากในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน




