วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ถอดรหัส 'ใช้จ่ายเชิงกลยุทธ์' เมื่อผู้บริโภคไทยจัดสรรเงินใหม่ในยุคเศรษฐกิจผันผวน

ข้อมูลธุรกรรมบัตรเครดิตยูโอบีสะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ไม่ได้ลดการใช้จ่ายอย่างเดียว แต่เลือกใช้จ่ายกับหมวดจำเป็น คุณภาพชีวิต และการรักษาสภาพคล่องมากขึ้น ท่ามกลางค่าครองชีพสูงและเศรษฐกิจไม่แน่นอน

เศรษฐกิจที่ผันผวน ค่าครองชีพที่ทรงตัวในระดับสูงต้นทุนพลังงานที่ปรับขึ้นลง และความเสี่ยงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ กำลังทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคไทยเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญภาพที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงการลดรายจ่ายหรือรัดเข็มขัด แต่เป็นการ “จัดสรรเงินใหม่” ไปยังหมวดที่มีความจำเป็นต่อชีวิต ประจำวัน คุณภาพชีวิต ความมั่นคงของครอบครัว และการบริหารสภาพคล่องในระยะยาว

แนวโน้มดังกล่าวทำให้การบริหารเงินส่วนบุคคลยกระดับจากเรื่องของการประหยัด ไปสู่ทักษะเชิงกลยุทธ์ในการใช้ ทรัพยากรทางการเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด หรือที่ภาคธุรกิจการเงินเรียกว่า Smart Spending

ถอดรหัส 'ใช้จ่ายเชิงกลยุทธ์' เมื่อผู้บริโภคไทยจัดสรรเงินใหม่ในยุคเศรษฐกิจผันผวน

ในมุมมองของ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย แนวโน้มนี้ไม่ใช่พฤติกรรมชั่วคราวที่เกิดขึ้นจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจระยะสั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของวิธีคิดผู้บริโภค ซึ่งจะมีผลต่อการออกแบบผลิตภัณฑ์ บริการ และบทบาทของสถาบันการเงินในระยะต่อไป
 
ธีรวัฒน์ ตรีรัตน์ดิลกกุล กรรมการผู้จัดการ Head of Card Payment & Unsecured Products ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า ภาพจำของผู้บริโภคในช่วงเศรษฐกิจผันผวนมักถูกมองว่าเป็นการลดการใช้จ่ายและรัดเข็มขัด แต่ข้อมูลธุรกรรมบัตรเครดิตของยูโอบีในปี 2569 กลับสะท้อนภาพที่ลึกกว่านั้น
 
ผู้บริโภคไม่ได้ใช้จ่ายน้อยลงเพียงอย่างเดียว แต่กำลังจัดโครงสร้างการใช้จ่ายใหม่ โดยให้ความสำคัญกับรายจ่าย ที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิต ความมั่นคงของครอบครัว และเป้าหมายทางการเงินระยะยาวมากขึ้น” ธีรวัฒน์กล่าว

ถอดรหัส 'ใช้จ่ายเชิงกลยุทธ์' เมื่อผู้บริโภคไทยจัดสรรเงินใหม่ในยุคเศรษฐกิจผันผวน

ความเปลี่ยนแปลงนี้สอดคล้องกับรายงานของ Bain & Company และ NielsenIQ ที่ระบุว่า ผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชีย-ตะวันออกเฉียงใต้กำลังนิยามคำว่า "ความคุ้มค่า" ใหม่ โดยให้ความสำคัญกับรายจ่าย ที่สร้างประโยชน์ที่จับต้องได้ในชีวิต ประจำวันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ การศึกษา หรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น

เมื่อพิจารณาจากฐานข้อมูลธุรกรรมบัตรเครดิตของยูโอบี ประเทศไทย พบว่า หมวดสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต หรือ Essential Everyday Expenses ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภค โดยหมวดที่มียอดใช้จ่ายรวมสูง ได้แก่ ประกันภัย ซูเปอร์มาร์เก็ต สุขภาพและการแพทย์ รวมถึงร้านอาหาร ขณะที่หมวดที่มีความถี่ในการใช้จ่ายสูง ได้แก่ การเดินทาง ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร และสถานีบริการน้ำมัน

ถอดรหัส 'ใช้จ่ายเชิงกลยุทธ์' เมื่อผู้บริโภคไทยจัดสรรเงินใหม่ในยุคเศรษฐกิจผันผวน

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนภาพชัดเจนว่า ผู้บริโภคยังคงใช้จ่ายกับสิ่งที่เป็นต้นทุนคงที่ในชีวิตประจำวัน แต่เลือกใช้เครื่องมือ ทางการเงินที่ช่วยสร้างมูลค่ากลับคืนจากรายจ่ายที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว

คำว่า “ความคุ้มค่า” จึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ราคาถูกที่สุดหรือส่วนลดสูงสุดอีกต่อไป แต่หมายถึงการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม จากรายจ่ายจำเป็น ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของคะแนนสะสม เงินคืน สิทธิประโยชน์ การแบ่งชำระ หรือการรักษาสภาพคล่อง

การเปลี่ยนแปลงนี้ ทำให้บทบาทของธุรกิจบัตรเครดิตและสถาบันการเงินต้องขยับจากการแข่งขันด้วยโปรโมชัน ไปสู่การออกแบบเครื่องมือที่เข้าไปสนับสนุนพฤติกรรมทางการเงินในชีวิตจริงของลูกค้า

ถอดรหัส 'ใช้จ่ายเชิงกลยุทธ์' เมื่อผู้บริโภคไทยจัดสรรเงินใหม่ในยุคเศรษฐกิจผันผวน

ยูโอบีมองว่า Smart Spending จะขับเคลื่อนผ่าน 3 แกนสำคัญ

แกนแรก คือการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับรายจ่ายประจำวัน หรือ Everyday Spending Efficiency โดยให้ความสำคัญกับหมวด ที่ลูกค้าต้องใช้จ่ายเป็นประจำ เช่น ค่าน้ำมัน ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร และบริการที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน แนวคิดหลักคือการทำให้รายจ่ายที่เกิดขึ้นอยู่แล้วสามารถสร้างประโยชน์กลับคืนให้ลูกค้าได้มากขึ้น

แกนที่สอง คือการบริหารสภาพคล่องสำหรับรายจ่ายก้อนใหญ่ หรือ Liquidity Management โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้ารายได้สูงและลูกค้าพรีเมียม ซึ่งมีเป้าหมายทางการเงินมากกว่าการประหยัดรายจ่าย แต่ให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนค่าเสียโอกาส

ในภาวะที่เศรษฐกิจและตลาดทุนมีความผันผวน เงินสดถือเป็นทรัพยากรเชิงกลยุทธ์สำหรับการรักษาเสถียรภาพ ของพอร์ตการลงทุน หรือรองรับโอกาสทางธุรกิจที่อาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การนำเงินสดก้อนใหญ่ไปชำระค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทันที อาจทำให้สูญเสียโอกาสในการนำเงินไปบริหารต่อในสินทรัพย์หรือโอกาสอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า

ภายใต้แนวคิดนี้ ยูโอบีได้พัฒนาโครงการ UOB We Care ผ่านโปรแกรมแบ่งชำระ UOB IPlan เพื่อรองรับรายจ่ายก้อนใหญ่ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของครอบครัว เช่น ค่ารักษาพยาบาล และค่าเล่าเรียน ณ โรงเรียนนานาชาติชั้นนำ โดยลูกค้าสามารถเลือกแบ่งชำระดอกเบี้ย 0% ได้นานสูงสุด 6 เดือน โดยไม่มีค่าธรรมเนียมส่วนเพิ่ม หรือ Surcharge

เครื่องมือลักษณะนี้สะท้อนบทบาทใหม่ของบัตรเครดิตในฐานะเครื่องมือบริหารกระแสเงินสด ไม่ใช่เพียงเครื่องมือชำระเงินหรือ สะสมคะแนน

แกนที่สาม คือการใช้เทคโนโลยีและข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจ หรือ Data-Driven Decision Making เนื่องจากหัวใจของ Smart Spending คือการตัดสินใจบนข้อมูลที่ชัดเจนและทันเวลา

ถอดรหัส 'ใช้จ่ายเชิงกลยุทธ์' เมื่อผู้บริโภคไทยจัดสรรเงินใหม่ในยุคเศรษฐกิจผันผวน

ยูโอบี จึงพัฒนาแอปพลิเคชัน UOB TMRW ให้ทำหน้าที่เสมือนผู้ช่วยทางการเงินส่วนบุคคล ผ่านฟีเจอร์ที่ช่วยติดตาม วิเคราะห์ และจัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่าย เพื่อให้ลูกค้าเห็นพฤติกรรมทางการเงินของตนเองได้แบบเรียลไทม์ ขณะเดียวกันยังเชื่อมโยงประสบการณ์ผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งแอปพลิเคชัน สาขาในรูปแบบ Advisor-led Branches ศูนย์บริการลูกค้า และบริการหลังการขาย เพื่อให้การบริหารเงินของลูกค้ามีความต่อเนื่องมากขึ้น

ในภาพรวม การเปลี่ยนผ่านจากยุค Privilege-led Spending ไปสู่ยุค Smart Spending สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของ ผู้บริโภคไทยที่ให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายอย่างมีเป้าหมายมากขึ้น

สำหรับธุรกิจบัตรเครดิตและสถาบันการเงิน ความได้เปรียบทางการแข่งขันในอนาคตจะไม่ได้วัดจากจำนวนโปรโมชัน หรือความแรงของส่วนลดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าเชิงลึก และออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ ช่วยให้ลูกค้าบริหารรายจ่าย สภาพคล่อง และทรัพยากรทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในเศรษฐกิจที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นโจทย์ถาวร การใช้จ่ายอย่างชาญฉลาดจึงไม่ใช่เพียงพฤติกรรมของผู้บริโภค แต่กำลังกลายเป็นสมรภูมิใหม่ของธุรกิจการเงินไทย

หมายเหตุ: ใช้เท่าที่จําเป็นและชําระคืนได้เต็มจํานวนตามกําหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี ดอกเบี้ย 0% เมื่อลูกค้าชำระเต็มจำนวนภายในวันครบกำหนดชำระ

ถอดรหัส 'ใช้จ่ายเชิงกลยุทธ์' เมื่อผู้บริโภคไทยจัดสรรเงินใหม่ในยุคเศรษฐกิจผันผวน