วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

จับตา กนง.คงดอกเบี้ย 24 มิ.ย.นี้ สู้มรสุมเศรษฐกิจไทยโตต่ำ-หนี้สูง

จับตาประชุม กนง. 24 มิ.ย.69 นี้ นักเศรษฐศาสตร์คาด กนง.คงดอกเบี้ยยาวถึงสิ้นปี ไม่ขึ้นดอกเบี้ยตามโลก ชี้เศรษฐกิจไทยยังเสี่ยงสูง

จับตา กนง.คงดอกเบี้ย 24 มิ.ย.นี้ สู้มรสุมเศรษฐกิจไทยโตต่ำ-หนี้สูง ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของ “นโยบายการเงินโลก” ที่กำลังเข้าสู่ช่วง “ขาขึ้น” อย่างชัดเจน จากผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ที่เพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้น เหล่านี้ทำให้ประเทศไทยเผชิญโจทย์ท้าทายเช่นเดียวกัน สำหรับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการพิจารณาอัตราดอกเบี้ยนโยบายในวันที่ 24 มิ.ย. 2569 นี้

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย คาดการณ์ว่า กนง. จะยังคงรักษาอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% อย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มเห็น “โทน” หรือน้ำเสียงในการสื่อสารของธนาคารกลางไปในลักษณะ “Hawkish Hold” หรือการคงดอกเบี้ย ซึ่งสะท้อนว่าจะไม่มีการเร่งขึ้นดอกเบี้ยในทันที

แต่เป็นการส่งสัญญาณปรามตลาดเพื่อแสดงให้เห็นว่า กนง. ไม่ได้นิ่งเฉย หรือดำเนินนโยบายที่สวนทางกับกระแสโลกจนเกินไป หลังสหรัฐ ญี่ปุ่น หรือสหภาพยุโรป ต่างเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดกั้น “เงินเฟ้อ” ที่พุ่งสูงขึ้น

โดยมองว่า กนง. ยังไม่สามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามเทรนด์โลกได้ทันที เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังคงมีศักยภาพการขยายตัวต่อ และยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงรอบด้าน การ “คงดอกเบี้ย” ไว้จึงเป็นความพยายามที่จะประคับประคองการเติบโตในวันที่เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจยังทำงานได้ไม่เต็มที่

นอกจากนี้ หากดูปัจจัยเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น มาจากฝั่งอุปทานเป็นหลัก ขณะที่ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศยังไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นมากนัก เนื่องจากกำลังซื้อของประชาชนยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะผลักดันราคาสินค้าให้สูงขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่ “ปิดประตู” ต่อโอกาสในการปรับขึ้นดอกเบี้ยในระยะถัดไป หากมีปัจจัยชี้ว่าความเสี่ยงขยับสูงขึ้น โดยเงื่อนไขสำคัญนำไปสู่การปรับเปลี่ยนนโยบาย ทั้งจากความเสี่ยงเงินเฟ้อที่กระทบต่อราคาสินค้าขยายตัวกว้างขึ้น และมีความรุนแรงมากขึ้น และกระทบต่อเงินเฟ้อคาดการณ์ให้สูงขึ้น

หรือความเสี่ยงจากเสถียรภาพตลาดเงิน และตลาดทุนหากเกิดภาวะเงินทุนไหลออกอย่างรุนแรง หรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) สูงขึ้นจนกระทบระบบการเงิน

“โจทย์ใหญ่ และความท้าทายที่สุดของแบงก์ชาติขณะนี้คือ การสื่อสาร ที่ต้องพยายามเปลี่ยนผ่านภาพลักษณ์จากเดิมที่เป็น Dovish เน้นการลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ไปสู่การเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องเงินเฟ้อมากขึ้น อีกทั้งการสื่อสารต้องระมัดระวังมากขึ้น เพราะหากส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเร็วไป อาจทำให้การฟื้นตัวเศรษฐกิจสะดุดลงได้

  • เศรษฐกิจไทยเต็มไปด้วยปัญหา

ดร.บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด คาดการณ์ กนง. “คงดอกเบี้ยนโยบาย” แม้ปัจจัยแวดล้อมหลายประการเริ่มมีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น จากสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เริ่มปรับตัวลดลง

ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยในสองมิติหลัก “มิติแรก” คือ ช่วยลดการขาดดุลการค้าของประเทศ ทำให้ กนง. มีความสบายใจมากขึ้นต่อเสถียรภาพภายนอก “มิติที่สอง” คือ ช่วยให้อัตราค่าครองชีพของประชาชนเริ่มปรับตัวลงจากระดับสูงสุด

แต่อย่างไรก็ตาม แม้หลายปัจจัยระยะสั้นดูดีขึ้น แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างยังอยู่กับเศรษฐกิจไทยไปอีกนานหากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ปัญหาเหล่านี้เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ กนง.ไม่สามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้เช่นกัน ทั้งนี้มองว่า จะเห็นกนง. คงดอกเบี้ยไว้ตลอดทั้งปีนี้ จากประเด็นทั้งเรื่อง “หนี้สิน” ที่ครอบคลุมทั้ง “หนี้ครัวเรือน” และ “หนี้ภาคเอกชน”

ทั้งความท้าทายที่น่ากังวลคือ ปัญหาในตลาดทุน โดยเฉพาะเรื่องหุ้นกู้ที่มีการเลื่อนการชำระหนี้ออกไปเรื่อยๆ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่น และความโปร่งใสในระบบการเงินไทย

จะเห็น กนง. ลดดอกเบี้ยก็ต่อเมื่อ เศรษฐกิจแย่ลงกว่าที่เป็นอยู่ หรือมีปัจจัยลบใหม่ๆ เข้ามากระทบอย่างรุนแรง เช่น การค้าระหว่างประเทศหากผลการเจรจาการค้ากับรัฐบาลสหรัฐ ออกมาแย่กว่าประเทศเพื่อนบ้าน จนส่งผลให้ต้องมีการปรับประมาณการภาคส่งออกใหม่ หรือการบริโภคในประเทศเริ่มแผ่วลงหนัก เช่นเดียวกับประสิทธิผลนโยบายรัฐ ที่อาจหมดลง 3-4 เดือนข้างหน้าแล้วไม่มีสัญญาณฟื้นตัวเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้ กนง. เลือกกลับมาลดดอกเบี้ยเพื่อลดภาระประชาชนได้ แต่ดอกเบี้ยก็ไม่สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้

  • เศรษฐกิจไทยยังเสี่ยงครึ่งปีหลัง

ดร.ทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐกิจอาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด ประจำประเทศไทย และเวียดนาม คาดว่า กนง.มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ย 1% เนื่องจากโทนประชุมครั้งนี้จะไม่ส่งสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย แม้ธนาคารกลางหลายแห่งในภูมิภาค และธนาคารกลางหลักของโลกจะเริ่ม “ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย” ไปแล้วก็ตาม

ในมุมมองความผันผวนทางการเงิน ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ประมาณ 33 บาท ถือเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงปัจจัยพื้นฐานของไทย ซึ่งมี “การขาดดุลการค้า” และ “ดุลบัญชีเดินสะพัด” และเป็นทิศทางที่ ธปท. อยากเห็นมาตลอดจึงไม่น่ากังวลมากนัก ขณะที่ประเด็นเงินเฟ้อเริ่มมีความผ่อนคลายลงหลังจากราคาน้ำมันปรับลดลง

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า กนง.จะ “คงดอกเบี้ย” ไว้ทั้งปี ทั้งปีนี้ และปีหน้า แต่อย่างไรก็ตามหากมีปัจจัยกดดันให้ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย เช่น เงินเฟ้อเร่งตัวแรง หรือต้องปรับตามทิศทางธนาคารกลางอื่นเพื่อดูแลค่าเงินบาท ไทยอาจหาโอกาสปรับลดดอกเบี้ยกลับลงมาที่เดิมในภายหลังได้ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจไทยยังไม่สามารถรองรับอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงได้

อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาเศรษฐกิจไทยปีนี้ ที่อาจเติบโตได้สูงสุดเพียงประมาณ 2% เท่านั้น โดยไตรมาส 3 มีทิศทางดีขึ้นจากมาตรการ “ไทยช่วยไทย Plus” ช่วงเดือนมิ.ย.-ก.ย. แต่ไตรมาส 4 ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยต้องจับตาการเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดินปี 2570 ว่าจะเกิดความล่าช้าหรือไม่

ส่วนภาคท่องเที่ยวเริ่มเห็นสัญญาณบวกจากตัวเลขนักท่องเที่ยวในเดือนพ.ค.- มิ.ย. แต่คาดว่าการฟื้นตัวอย่างเต็มที่อาจต้องรอจนถึงปลายปี และขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศที่อาจผ่อนคลายลง
นายอิสระ อรดีดลเชษฐ์ รองกรรมการผู้จัดการ หน่วยงานกลยุทธ์การลงทุน บลจ.บัวหลวง มองว่า ที่ประชุม กนง.รอบนี้ น่าจะยัง “คงดอกเบี้ย”

หลังตลาดรับรู้ไปแล้วว่า วงจรดอกเบี้ยขาลงในไทยน่าจะจบลง และมีโอกาส “ทรงตัว” หรือ “ปรับขึ้น” ในปีหน้า

ดังนั้น การประชุม กนง.รอบนี้ คาดว่า กนง. จะดำเนินนโยบายโดยรอดูข้อมูลเงินเฟ้อและสุขภาพเศรษฐกิจเป็นหลัก รวมถึงคงจะสื่อสารในโทนที่เป็นกลางเพื่อไม่ให้ตลาดเคลื่อนไหวไปในทางใดทางหนึ่งมากเกินไป

ปัจจุบันเริ่มเห็นผลกระทบเงินเฟ้อรอบที่สอง ในหลายประเทศ เป็นจุดที่ต้องระมัดระวังมากกว่ารอบแรก และคาดว่าเฟดอาจเริ่มขึ้นดอกเบี้ยช่วงเดือนก.ย.นี้ ตามการคาดการณ์ตลาด ขณะที่ตลาดพันธบัตรเริ่มคงตัว และรับรู้ปัจจัยเรื่องดอกเบี้ยไปมากแล้วในระยะกลางถึงยาว คาดว่า ดอกเบี้ยไทย น่าจะทรงตัวในการประชุม กนง.รอบนี้เพื่อรอดูสัญญาณทิศทางเงินเฟ้อ และแนวโน้มเศรษฐกิจ

ด้านกลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ระบุว่า คาดการณ์ กนง. “คงดอกเบี้ย” ที่ 1.0% เนื่องจากแรงกดดันเงินเฟ้อส่วนใหญ่มาจากฝั่งอุปทาน

ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงด้านต่ำ จึงมีเหตุผลจำกัดในการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เว้นแต่เงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และทะลุกรอบเป้าหมายต่อเนื่องระยะข้างหน้า

 

 

 

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์