"ตลาดตะวันออกกลาง" เป็นตลาดที่กระทรวงพาณิชย์ เล็งที่จะเปิดตลาดใหม่ ถือเป็น "ความหวังใหม่" ของ การส่งออกไทย ในช่วงที่ เศรษฐกิจโลกผันผวน หลายประเทศเริ่มเผชิญความเสี่ยงจาก สงครามการค้า ที่สำคัญลดความเสี่ยงจากตลาดหลักของไทย คือ ตลาดสหรัฐและจีน อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกรณีอิหร่าน กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่ที่ไทยต้องจับตา เพราะอาจกระทบเส้นทางขนส่ง ค่าระวางเรือ และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของภูมิภาค
ผลกระทบต่อการส่งออกไทยจากความขัดแย้งอิหร่านและตะวันออกกลาง จะไม่ได้เกิดจาก “ตลาดอิหร่าน” โดยตรงมากนัก เพราะไทยส่งออกไปอิหร่านในสัดส่วนไม่สูง แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ “ผลกระทบทางอ้อม”
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เริ่มขึ้นในช่วงปลายเดือนก.พ. 2569 เมื่อสถานการณ์ยกระดับจากการเผชิญหน้าในวงจำกัด สู่การที่สหรัฐฯ และอิสราเอลร่วมกันปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ในอิหร่าน ส่งผลให้เกิดความปั่นป่วนในเส้นทางเดินเรือและน่านฟ้าทั่วภูมิภาค เดือนก.พ. 2569
สงครามที่เริ่มขึ้นในช่วงปลายเดือน ก.พ. ยังไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปยังตะวันออกกลาง เนื่องจากสินค้าส่วนใหญ่ได้ถูกส่งมอบและผ่านกระบวนการทางศุลกากรไปก่อนหน้าเหตุการณ์โจมตี แม้ว่าบางส่วนจะมีการส่งมอบล่าช้าอยู่บ้าง โดยการส่งออกไปตะวันออกกลางเดือน ก.พ. ขยายตัว 19.4%
ในเดือนมี.ค. 2569 ผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซและการชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานเริ่มส่งผลกระทบในเดือนนี้ ทำให้การส่งออกของไทยไปยังตะวันออกกลางหดตัวถึง 57.1% ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการที่ไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามกำหนด เนื่องจากต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือไปอ้อมแหลมกู๊ดโฮปและความแออัดของท่าเรือ ประกอบกับอุปสงค์คำสั่งซื้อที่หยุดชะงักหลังเกิดสงคราม
อย่างไรก็ตาม การหดตัวของตลาดตะวันออกกลางนั้นกระทบต่อภาพรวมการส่งออกไทยไม่มาก จึงทำให้การส่งออกเดือน มี.ค. ขยายตัว 18.7% โดยการส่งออกไปตลาดอื่น ๆ เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ยุโรป เอเชียใต้ ออสเตรเลีย ยังขยายตัวได้ดี แม้ว่าสถานการณ์สงครามดังกล่าวส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าระวาง และระยะเวลาการขนส่งในบางเส้นทาง
การส่งออกไปตะวันออกลาง เดือน มี.ค. 69 หดตัว 57.1% (สัดส่วน 1.6% ต่อการส่งออกรวม ลดลงจากปี 68ที่ 3.7%) โดย 3 ตลาดหลักของภูมิภาค ได้แก่
- สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ติดลบ 67.1%
- ตุรกี ติดลบ 20.5%
- ซาอุดีอาระเบีย ติดลบ 55.5% หดตัวในเกือบทุกสินค้า
สินค้าหลัก ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ติดลบ 53.5% อัญมณีและเครื่องประดับ ติดลบ 67.5% เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ติดลบ 41.4% ผลิตภัณฑ์ยาง ติดลบ 55.1% และอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ติดลบ 47.5% โดยแนวโน้มการส่งออกไปยังตลาดตะวันออกกลางคาดว่าจะหดตัวต่อเนื่องอย่างน้อยไปจนถึงช่วงไตรมาสที่ 2 ตราบใดที่สถานการณ์สงครามยังไม่คลี่คลาย ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในภูมิภาคยังไม่กลับมา และเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงไม่กลับสู่ภาวะปกติ
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อจะส่งผลต่อการส่งออกภาพรวมในระยะต่อไป แม้ตัวเลขการส่งออกเดือน มี.ค. ยังมีแรงส่งให้ขยายตัวได้ แต่หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ภาคการส่งออกของไทยจะเผชิญกับแรงกดดันทางอ้อม โดยการชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานที่เป็นปัจจัยเร่งให้ต้นทุนค่าระวางเรือและราคาวัตถุดิบด้านพลังงานปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผ่านไปสู่อัตราเงินเฟ้อทั่วโลก กดดันให้ประเทศคู่ค้าหลักจำเป็นต้องชะลอการปรับลด/ตรึงอัตราดอกเบี้ย นำมาสู่การชะลอตัวของอุปสงค์และกำลังซื้อโลกที่หดตัว จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ภาพรวมการส่งออกของไทยชะลอตัวลง
สอดคล้องกับการปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลก ปี 2569 ของ IMF ที่คาดว่า GDP โลกจะขยายตัว3.1% ลดลงจาก 3.3% ในการประเมินก่อนสงคราม โดยคู่ค้าสำคัญของไทยหลายประเทศถูกปรับลดคาดการณ์ลง เช่น สหรัฐฯ 2.3% สหภาพยุโรป 1.1% จีน 4.4% ญี่ปุ่น 0.7%
ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับกรอบการทำงานเชิงรุกให้ทันต่อทุกสถานการณ์ โดยเน้นรักษาตลาดเดิมควบคู่กับการเปิดตลาดใหม่ ทั้งการแก้ปัญหาระยะสั้นในด้านการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ เช่น ให้เครือข่ายทูตพาณิชย์หาเส้นทางโลจิสติกส์สำรองและพื้นที่กระจายสินค้าทางเลือก พร้อมสำรวจและจัดทำฐานข้อมูลแหล่งวัตถุดิบนำเข้าทางเลือกจากต่างประเทศ เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทยรับมือกับต้นทุนพลังงานและอุตสาหกรรมที่สูงขึ้น
การเจาะตลาดทางเลือก เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาเส้นทางเดินเรือที่สามารถใช้เส้นทางบก ทางราง หรือเส้นทางเดินเรือระยะสั้น เช่น อินเดียและเอเชียใต้ อาเซียน เอเชียกลาง (CIS) รวมถึงมุ่งเป้าเมืองรองของจีน (ตะวันตกและชั้นใน) ตลอดจนการปรับโครงสร้างสินค้าและบริการรองรับอุปสงค์โลก เช่น การชูจุดแข็งด้านความมั่นคงทางอาหารเพื่อเจาะตลาดทางเลือกและประเทศที่ต้องการสำรองเสบียงอาหาร และการผลักดันธุรกิจบริการมูลค่าสูงเพื่อเลี่ยงวิกฤตต้นทุนโลจิสติกส์ ครอบคลุมอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ เกม ภาพยนตร์ ซอฟต์แวร์ ร้านอาหารไทย ตลอดจนธุรกิจสุขภาพและเวลเนส (Wellness)
ผลกระทบต่อการส่งออกไทยจากความขัดแย้งอิหร่านและตะวันออกกลาง แม้ “ตลาดอิหร่าน” จะโดยตรงมากนัก แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ “ผลกระทบทางอ้อม” ผ่านราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง และเศรษฐกิจโลก ซึ่งอาจกระทบการค้าของไทยเป็นวงกว้างได้

