โลกธุรกิจ และสังคมปัจจุบัน คำว่า "Sustainability (ความยั่งยืน) และ ESG" กลายเป็นคำที่ทุกคนได้ยินกันจนคุ้นหู ไม่ว่าจะในรายงานประจำปีของบริษัทใหญ่ นโยบายภาครัฐ หรือแม้แต่บทสนทนาในชีวิตประจำวัน แต่ท่ามกลางกระแสความยั่งยืน ต้องยอมรับว่าหลายคนอาจใช้สองคำนี้สลับกันไปมา หรือมองว่าความยั่งยืนเป็นเพียงเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ดูไกลตัว
ในงาน SUSTAINABILITY FORUM 2026 ซึ่งจัดโดย กรุงเทพธุรกิจ ระหว่างวันที่ 3-4 ธันวาคม 2568 ภายใต้ธีม “Shift Forward: Overcoming Challenges” ที่สามย่านมิตรทาวน์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
พ.ร.บ.ลดโลกร้อน - พ.ร.บ.อากาศสะอาด 2 กฎหมายทรงพลัง หนุนเศรษฐกิจ สังคมยั่งยืน
เสนาพลิกเกมอสังหาฯ ‘Perovskite’ นวัตกรรมพลังงานแห่งอนาคต สู่ความยั่งยืน
Sustainability สร้างคุณค่าในระยะยาว
“ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ” ผู้อำนวยการ สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (UNGCNT) กล่าวในหัวข้อ “ Panel Discussion: Everyday Actions for a Sustainable Future” ว่า เทรนด์ที่เกี่ยวกับ Sustainability นั้น เริ่มต้นมาจากกรอบการทำงาน ESG (Environmental, Social, and Governance) ที่มาจากการประเมินความเสี่ยงด้านการเงินการลงทุนธุรกิจ ซึ่งแนวคิด ESG ถูกริเริ่มขึ้นเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วโดย United Nations Global Compact เพื่อเป็นเครื่องมือประเมินความเสี่ยง สำหรับนักลงทุน โดยแกนหลักของแนวคิดนี้ จะเป็นการตระหนักว่าการดำเนินธุรกิจที่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม และสังคมถือเป็นความเสี่ยง ทางการเงินที่นักลงทุนต้องรับรู้ก่อนตัดสินใจ
“นักลงทุนต้องการทราบว่าเงินของพวกเขากำลังเข้าไปอยู่ในธุรกิจที่มีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และสังคมมากน้อยเพียงใด กรอบการทำงาน ESG จึงถูกสร้างขึ้น เพื่อเป็นมาตรฐานในการเปิดเผย และวัดผลความเสี่ยงเหล่านั้น เพื่อทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าบริษัทจะจัดการกับผลกระทบของตัวเองได้ดีแค่ไหน ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ความยั่งยืนขององค์กร ในเรื่องของความยั่งยืน Sustainability จะเป็นการมองถึงการสร้างคุณค่าในระยะยาว การอยู่ให้รอดและอยู่ได้อย่างมีความหมาย” ดร.ธันยพร กล่าว
กับดักของการลดการปล่อยมลพิษ
ในรายงานความยั่งยืนของบริษัท ส่วนใหญ่จะเป็นการประกาศความสำเร็จจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ความเป็นจริง ตัวเลขเหล่านี้อาจไม่ได้สะท้อนภาพรวมทั้งหมด และการนำเสนอจะเป็นไปในด้านดี ทั้งที่บางครั้งปริมาณมลพิษสุทธิ ที่บริษัทปล่อยออกมากลับเพิ่มสูงขึ้น
ดร.ธันยพร กล่าวต่อว่า กระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นอาจทำให้การปล่อยมลพิษ ต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ ลดลง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่ขณะเดียวกัน หากบริษัทขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเพื่อทำกำไร ปริมาณมลพิษโดยรวมที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศก็จะเพิ่มขึ้นอยู่ดี ฉะนั้น ความเสี่ยงของการ Greenwashing ที่บริษัทอาจเลือกนำเสนอเฉพาะข้อมูลด้านดีที่ทำให้ภาพลักษณ์ดูเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ไม่ได้เปิดเผยผลกระทบสุทธิที่แท้จริง ความยั่งยืนจึงต้องมองลึกลงไปกว่าตัวชี้วัดผิวเผิน และให้ความสำคัญกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงในภาพรวม
“บริษัททำเรื่องความยั่งยืนแบบต่างคนต่างทำ ต้องสิ้นสุดลง เพราะการทำงานแบบนั้นไม่มีทิศทาง และไม่สามารถสร้างพลังที่มากพอ ที่สำคัญการทำเรื่องความยั่งยืนไม่ได้อยู่ที่รายได้ แต่อยู่ที่นิยามของสังคม”ดร.ธันยพร กล่าว
5 เป้าหมายหลักในปี 2026-2030
ธันยพร กล่าวต่อไปว่าปัจจุบัน องค์กรระดับโลกอย่าง UN Global Compact ได้กำหนดทิศทางผ่านโครงการ Forward Faster เพื่อให้ธุรกิจทั่วโลกมุ่งเน้นไปยัง 5 เป้าหมายหลักที่มีผลกระทบสูงสุดในช่วงปี 2026-2030 ได้แก่ Gender Equality (การเท่าเทียมทางเพศ) ,Climate Action / Low Carbon (การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) , Living Wage (การจ่ายค่าตอบแทนที่เป็นธรรม และเพียงพอต่อการดำรงชีพ),Water Resilience (การฟื้นคืนความสมบูรณ์ของแหล่งน้ำ) และ Sustainable Finance & Investment (การเงินและการลงทุนที่ยั่งยืน)
ทั้ง 5 เป้าหมายจะเป็นเรื่องจำเป็นทางธุรกิจ เพราะทิศทางทั้ง 5 กำลังกลายเป็นมาตรฐานที่ไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรสำหรับธุรกิจที่ต้องการเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก หากธุรกิจต้องการส่งออกสินค้าไปยังตลาดยุโรปหรือตลาดต่างประเทศ ต้องดำเนินการแนวทางดังกล่าว
ความยั่งยืนที่แท้จริง เริ่มต้นที่ 'สุขภาพ'
ศศินิภา ชูเชิด จุละจาริตต์ Corporate Director of Sustainability and Compliance, ชีวาศรม กล่าวว่า ชีวาศรม ได้วางปรัชญาชัดเจนตั้งแต่ก่อตั้งโดย คุณบุญชู โรจนเสถียร มากว่า 30 ปี นั่นคือ ความยั่งยืนที่แท้จริงเริ่มต้นจากการดูแลสุขภาพ ของตัวเราเอง
“ชีวาศรมมองว่าความยั่งยืน เป็นการสร้างสมดุลระหว่างการดูแลผู้คน (People) สิ่งแวดล้อม (Environment) และสังคม (Society) โดยมีจุดเริ่มต้นที่สำคัญ คือ สุขภาวะส่วนบุคคล เพราะสุขภาพกายและใจที่ดีของเรานั้นเชื่อมโยงโดยตรงกับสุขภาพของโลกรอบตัว”
ศศินิภา กล่าวต่อว่าชีวาศรม พยายามจะทำให้แนวคิดเรื่องความยั่งยืนจากเป้าหมายที่ดูเหมือนไกลตัวให้กลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ในชีวิตประจำวัน เมื่อเราเริ่มต้นจากการดูแลตัวเองอย่างแท้จริง ทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ จะเกิดความตระหนักรู้ และปรารถนาที่จะดูแลโลกรอบข้างตามธรรมชาติ การดูแลตัวเองจึงไม่ได้จบแค่ที่ตัวเรา แต่เป็นการบ่มเพาะนิสัยที่ทำให้การใส่ใจสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่ภาระหน้าที่ ที่ต้องฝืนทำ
ธุรกิจผสานเข้ากับชุมชน สร้างคุณค่า
ศศินิภา กล่าวอีกว่าความยั่งยืนในมิติของสังคมไม่ได้จำกัดอยู่แค่กิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) แต่ต้องผสานธุรกิจเข้าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน เพื่อสร้างคุณค่า และความเข้มแข็งร่วมกันในระยะยาว ซึ่งชีวาศรมได้มีการทำงานร่วมกับชุมชน ในการสร้างอาชีพให้ชุมชน เช่น ร่วมกับกลุ่มทอผ้าที่บ้านเขาเต่า เพื่อร่วมกันออกแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความทันสมัย และเป็นที่ต้องการ เช่น การทำกระเป๋าผ้าเป็นของขวัญต้อนรับให้กับแขกชีวาศรม เป็นต้น
รวมถึง การส่งเสริมวัฒนธรรม อย่างมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญ และศิลปินในท้องถิ่นมาเป็นวิทยากรจัดเวิร์กช็อปให้กับแขกที่มาชีวาศรม เช่น การวาดภาพ หรือการร้อยมาลัย เป็นการเปิดโอกาสให้คนในชุมชนได้ถ่ายทอดความรู้ และศิลปะวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ สร้างความภาคภูมิใจ และสืบสานมรดกท้องถิ่น และการดูแลสังคมในพื้นที่ห่างไกล ผ่านโครงการ "CSR Medical Mission" ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของชีวาศรมจะเดินทางไปยังพื้นที่ห่างไกล เช่น หมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงในป่าละอู หรือการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล เป็นต้น
ความยั่งยืนพิสูจน์ได้ ผ่านมาตรฐานสากล
ศศินิภา กล่าวด้วยว่าความยั่งยืนเป็นรากฐานของชีวาศรมมาตั้งแต่ต้น ซึ่งก้าวต่อไปของชีวาศรมจะเป็นการนำระบบ และกรอบการทำงาน ที่ชัดเจนเข้ามาปรับใช้ โดยเป้าหมายเพื่อทำให้ผลกระทบเชิงบวกที่สร้างขึ้นมองเห็น และสามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ชีวาศรมเพิ่งเริ่มต้นจัดทำรายงานความยั่งยืน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่ผู้นำด้านนี้ยังต้องปรับตัว และเรียนรู้อยู่เสมอ
“แรงผลักดันสำคัญมาจากความต้องการของภาคส่วนต่างๆ ทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ลูกค้า และบริษัททัวร์ ที่เริ่มถามหาใบรับรอง (Certification) ที่เป็นมาตรฐานสากลมากขึ้น ซึ่งชีวาศรมเพิ่งผ่านการรับรองมาตรฐาน "Travelife" แต่ธุรกิจที่เน้นธรรมชาติเป็นหัวใจต้องพิสูจน์ความยั่งยืนของตนเองผ่านตัวเลข และมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในระดับโลก ชีวาศรมมีการทำเรื่องของ ESG เพื่อเปิดเผยข้อมูล และมีความตั้งใจในการทำเรื่อง Sustainability” ศศินิภา กล่าว
"ผู้นำองค์กร" ขับเคลื่อนความยั่งยืน
ชยาธร ฉันท์เรืองวณิชย์ หัวหน้าส่วนงานความยั่งยืนและ ESG บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวว่า องค์กรธุรกิจกำลังเผชิญวิกฤติในหลายๆ เรื่องนี้ ทั้งด้านปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง วิกฤติพลังงาน และสังคม
ขณะเดียวกันธุรกิจก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับ เมกะเทรนด์ระยะยาว 5 ประการ ได้แก่ ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจ ,การเข้ามาของเทคโนโลยีอย่าง AI ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าของตลาดแรงงาน และการจ้างงาน ,การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ซึ่งประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ,การแบ่งขั้วทางการเมือง ความท้าทายในการทำธุรกิจข้ามพรมแดน และความร่วมมือระหว่างประเทศที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น และ Social Instability ความไร้เสถียรภาพทางสังคมที่มีแนวโน้มให้เห็นบ่อยครั้งขึ้น
“การที่องค์กรจะขับเคลื่อนเรื่องความยั่งยืนไปในทิศทางใด ขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของผู้นำ หรือที่เรียกว่า "Tone at the Top" เป็นสำคัญ ซึ่งสามารถมองได้ 2 มุ่ง โดยมุมแรก จะเป็นความยั่งยืนเพียงเช็กลิสต์ ที่ต้องทำให้ครบตามข้อกำหนด ส่วนอีกมุม คือ หัวใจของกลยุทธ์ในการสร้างมูลค่า ให้กับธุรกิจในระยะยาว เพราะผู้นำจะมองว่าการทำเรื่องความยั่งยืนเป็นเพียงแค่เช็กลิสต์ หรือจะมองเป็นการสร้าง value ให้กับธุรกิจในอนาคต" ชยาธร กล่าว
Business Travel ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากสุด
หลายองค์กร เส้นทางสู่ความยั่งยืนมักเริ่มต้นด้วยการค้นพบที่น่าประหลาดใจ โครงการภายในของ PWC คือตัวอย่างชั้นดีที่เผยให้เห็นว่า แหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทไม่ได้มาจากการใช้พลังงานในสำนักงานอย่างที่หลายคนคาด แต่มาจากกิจกรรมหลักทางธุรกิจ นั่นคือ Business Travel หรือการเดินทางเพื่อธุรกิจ
"PWC ได้ริเริ่มแคมเปญ Everyday Action เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงานในด้านต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรม เช่น Net Zero โดยรณรงค์ให้พนักงานลดคาร์บอนจากการเดินทางมาทำงานผ่านแคมเปญแข่งขันกัน เช่น แข่งขันกันเดินทางด้วยรถไฟฟ้า (BTS) เพื่อดูว่าใครสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้มากที่สุด ,Nature จัดกิจกรรมศึกษาธรรมชาติ และความหลากหลายทางชีวภาพที่เขาใหญ่ และWaste & Recycling จัดทำแคมเปญเพื่อติดตาม และจัดการขยะในสำนักงาน" ชยาธร กล่าว
กฎหมายใหม่ไม่ใช่ภาระ แต่เป็นโอกาสทางธุรกิจ
เมื่อพูดถึงกฎระเบียบใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น เช่น "พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" หรือ พ.ร.บ. โลกร้อน หลายธุรกิจอาจมองว่าเป็นภาระด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย (Compliance) ที่เพิ่มขึ้นมา
ชยาธร กล่าวด้วยว่า กฎหมายใหม่ไม่ใช่กฎเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติตาม แต่เป็นสัญญาณจากตลาดที่ชี้ไปยังพื้นที่การเติบโตแห่งอนาคต เช่น บริการด้านการตรวจวัด และทวนสอบคาร์บอน,เทคโนโลยีการปรับปรุงอาคารสีเขียว หรือการให้คำปรึกษาด้านซัพพลายเชนที่ยั่งยืน ดังนั้น กฎหมายใหม่จึงเปรียบเสมือนป้ายบอกทางที่จะนำพาธุรกิจไปสู่เส้นทางที่ยั่งยืน และสามารถสร้างผลกำไรได้ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ความยั่งยืนไม่ใช่การตั้งรับเพื่อเอาตัวรอดจากวิกฤติ แต่คือ ทางเลือกเชิงกลยุทธ์ที่ต้องลงมือทำอย่างจริงจัง องค์กรที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดไม่ใช่แค่กลุ่มที่อยู่รอดในปัจจุบัน แต่คือ กลุ่มที่สามารถออกแบบโมเดลธุรกิจให้สอดคล้องกับเมกะเทรนด์แห่งอนาคตได้
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





