โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) เผยแพร่รายงานดัชนีขยะอาหาร ระบุ ปี 2565 ทั่วมี “ขยะอาหาร” (Food Waste) สูงถึง 1,050 เมตริกตัน โดยนักวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลจากครัวเรือน ร้านอาหาร และร้านค้าปลีกในแต่ละประเทศทั่วโลก ทำให้พบว่าในแต่ละปีผู้คนสร้าง “ขยะอาหาร” คนละประมาณ 79 กิโลกรัม เท่ากับว่ามีอาหารอย่างน้อย 1,000 ล้านจานถูกทิ้งในแต่ละวัน ซึ่งเป็นการประเมินขั้นต่ำ ในความเป็นจริงตัวเลขอาจจะมากกว่านี้
โดยขยะอาหาร 60% มาจากการบริโภคในครัวเรือน อีก 28% มาจากร้านอาหารหรือผู้ให้บริการด้านอาหารและเครื่องเดิม ส่วน 12% ที่เหลือมาจากร้านค้าปลีก ทั้งนี้ตัวเลขนี้ยังไม่รวมขยะอาหารอีก 13% ที่เน่าเสียหรือสูญเสียไประหว่างขั้นตอนการเก็บเกี่ยว หรือการผลิต
“ขยะอาหาร” เกิดจากการผลิตอาหารเกินความจำเป็น
ขยะอาหารส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากผู้บริโภคซื้ออาหารเกินความจำเป็น คำนวณปริมาณอาหารผิด หรือมีค่านิยมเกี่ยวกับอาหารบางอย่าง เช่น ในวัฒนธรรมจีนมักจะสั่งอาหารมามากกว่าจำนวนคนเสมอ เพื่อแสดงถึงความร่ำรวย จนกลายเป็นค่านิยม “กินเหลือดีกว่าอาหารไม่พอ” ขณะที่หลายคนทั่วโลกก็ไม่กิน “อาหารค้างคืน” หรือข้ามมื้อ เพราะกลัวท้องเสีย
นอกจากนี้ หลายคนก็เข้าใจว่า “วันควรบริโภคก่อน” หรือ BBE (Best Before) คือ “วันหมดอายุ” หรือ EXP (Expire Date) ทำให้ทิ้งอาหารเหล่านั้นทันทีที่ถึงวันควรบริโภคก่อน แต่ความจริงแล้ว BBE เป็นเครื่องบอกว่าอาหารยังคงมีคุณภาพและมีรสชาติที่ดีเหมือนเดิมจนถึงวันที่ระบุไว้ หลังจากวันนั้นไปคุณภาพและคุณค่าทางอาหารจะลดลง แต่ยังสามารถบริโภคได้โดยไม่มีอันตราย
เช่นเดียวกับร้านอาหารหรือร้านค้าปลีกที่ผลิตอาหารมาเกินจำนวน หรือขายไม่หมดก็จำเป็นต้องทิ้งสินค้าแบบวันต่อวัน ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เกิดขยะอาหาร ทั้ง ๆ ที่อาหารเหล่านั้นไม่ได้ถูกแกะกินเลยด้วยซ้ำ
แคลยานี รากูนาธาน นักวิจัยจากสถาบันวิจัยนโยบายอาหารระหว่างประเทศ กล่าวกับ Al Jazeera ว่าการผลิตอาหารทั่วโลกเกินกว่าข้อกำหนดทั่วโลกมาก
“มันไม่เกี่ยวกับอุปสงค์และอุปทาน แต่เกี่ยวกับการจัดการอาหารเหล่านั้นมากกว่า” เธอกล่าว
“ขยะอาหาร” เกลื่อนเมือง แต่เกือบ 800 ล้านคนกำลังอดอยาก
ขณะที่อาหารหลายพันตันถูกทิ้งในแต่ละปี แต่ผู้คนกว่า 783 ล้านคนทั่วโลกเผชิญหน้ากับความหิวและอดอยาก หลายส่วนของโลกกำลังเกิด “วิกฤติทางอาหาร” ขั้นรุนแรง ทั้งในฉนวนกาซาที่เป็นพื้นที่สงครามระหว่างอิสราเอล-ฮามาส โดยเฉพาะทางตอนเหนือของกาซาที่กำลังเข้าสู่ภาวะทุพภิกขภัย (famine) หรือภาวะอดอยากครั้งใหญ่ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นภายในเดือนพฤษภาคม หากสถานการณ์สงครามยังคงยืดเยื้อ และสหประชาชาติยังส่งความช่วยเหลือไปไม่ถึง
เช่นเดียวกับเฮติที่ถูกแก๊งมาเฟียออกอาละวาด จนประชาชนไม่สามารถหาอาหารประทังชีวิตได้ เกิดความไม่มั่นคงทางอาหารในระดับฉุกเฉิน มีประชาชนเพียง 5% เท่านั้นที่ได้รับความช่วยเหลือด้านอาหาร ภาวะความหิวโหยที่เพิ่มขึ้นยิ่งเป็นสิ่งตอกย้ำถึงการเป็น “รัฐล้มเหลว” ของเฮติ
หลายประเทศในแอฟริกาก็ยังประสบปัญหาขาดแคลนอาหารไม่ต่างกัน ปัญหานี้ยิ่งส่งผลเสียต่อผู้คนจำนวนมากที่ไม่มั่นคงอาหารอยู่แล้ว และไม่อยู่ในสถานะที่สามารถ “เลือกกิน” ได้
“เศษอาหารถือเป็นโศกนาฏกรรมระดับโลก ผู้คนนับล้านจะต้องหิวโหยในวันนี้ เพราะอาหารกลายเป็นขยะอยู่ทั่วโลก” อิงเกอร์ แอนเดอร์เซน ผู้อำนวยการบริหาร UNEP กล่าวในแถลงการณ์
“ขยะอาหาร” สร้าง “ก๊าซเรือนกระจก”
ขยะอาหารกลายเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เริ่มตั้งแต่การสูญเสียทรัพยากรทั้งน้ำและที่ดินในการปลูกพืชอาหารและเลี้ยงสัตว์ โดยพื้นที่ป่าส่วนใหญ่ถูกบุกรุกเพื่อทำการเกษตรกรรม แต่ดูเหมือนว่าพื้นที่ป่าที่เสียไปจะไม่ได้ถูกใช้อย่างเกิดประโยชน์มากเท่าที่ควร เพราะในรายงานระบุว่า ขยะอาหารมีพื้นที่เกือบเท่ากับ 30% ของพื้นที่เกษตรกรรมของโลก
เมื่ออาหารถูกทิ้งให้กลายเป็นขยะ ถูกฝังกลบลงในบ่อขยะ ก็จะทำให้เกิด “ก๊าซมีเทน” ซึ่งเป็นหนึ่งใน “ก๊าซเรือนกระจก” ที่มีมากและอันตรายที่สุด
ปัจจุบันขยะอาหารทั่วโลกสร้างก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศราว 8-10% ของทั้งหมด นับเป็นแหล่งการเกิดก๊าซเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 รองจากจีนและสหรัฐ โดยในรายงานระบุว่า “ขยะอาหารคือความล้มเหลวด้านสิ่งแวดล้อม”
รายงานดังกล่าวแสดงให้ว่าประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง ก็มีปัญหาขยะอาหารเช่นกัน โดยประเทศที่ร่ำรวยมีปริมาณขยะอาหารดังนั้นรายได้จึงไม่ใช่ปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาขยะอาหารมากกว่าประเทศยากจนเพียงแค่ 7 กิโลกรัมต่อคนต่อปีเท่านั้น ซึ่งอาจสะท้อนถึงปัจจัยหลายด้านที่ประเทศยากจนขาด เช่น ไม่มีตู้เย็นและการเก็บรักษาที่เพียงพอ การพึ่งพาอาหารคุณภาพต่ำ และไม่มีเวลาในการปรุงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ
อีกทั้งประเทศที่อยู่ในเขตร้อนที่มีอุณหภูมิสูง จะจัดเก็บ แปรรูป ขนส่ง และเกิดการปนเปื้อน จนทำให้อาหารเน่าเสียได้ง่ายกว่า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดขยะอาหาร
อย่างไรก็ตาม ปริมาณขยะอาหารของพื้นที่ในเมืองมากกว่าในชนบท ซึ่งอาจเป็นเพราะคนเมืองไม่มีพื้นที่ในการรีไซเคิลอาหาร เช่น ทำเป็นอาหารสัตว์ หรือทำปุ๋ยหมัก เหมือนกับคนในชนบท
UNEP แนะนำให้ประเทศที่ร่ำรวยเป็นโต้โผหลักในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศและพัฒนานโยบายลดขยะอาหาร
ริชาร์ด สวอนเนล ผู้ร่วมเขียนและผู้อำนวยการจาก WRAP องค์กรการกุศลด้านทรัพยากรและอาหาร กล่าวว่า “ขยะอาหารไม่ใช่ปัญหาโลกที่ร่ำรวย มันเป็นปัญหาระดับโลก ทั่วโลกต้องช่วยกันแก้ปัญหา เราทุกคนสามารถแก้ได้เลยตั้งแต่วันพรุ่งนี้ ทั้งช่วยให้คุณประหยัด และช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ด้วย”
ที่มา: Aljazeera, AP News, CNN, United Nation





