วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม 2569

Login
Login

แรงเสียดทาน คือ แรงต้านของการเติบโต (?) โดยอนิรุทธิ์ ตุลสุข

ในทางฟิสิกส์ แรงเสียดทานคือแรงต้านที่เกิดขึ้นตรงรอยต่อระหว่างผิวสัมผัสของวัตถุสองชิ้น มีทิศทางตรงข้ามกับการเคลื่อนที่หรือแนวโน้มการเคลื่อนที่เสมอ

เมื่อแรงเสียดทานเข้ามาอยู่ในสมการ จะเกิดผลสองอย่าง ข้อแรก วัตถุจะเคลื่อนที่ช้าลงกว่าที่ควรจะเป็น เพราะแรงที่ออกไปส่วนหนึ่งถูกแรงเสียดทานดึงกลับไว้เสมอ ข้อที่สอง ถ้าออกแรงน้อยเกินไป วัตถุจะไม่ขยับเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะยังเอาชนะแรงเสียดทานไม่ได้

หลายคนจึงคิดว่า แรงเสียดทานในชีวิต ก็เป็น “แรงต้าน” ไม่ต่างกันและเป็นอุปสรรคที่ทำให้ชีวิตไม่สามารถเคลื่อนที่สู่เป้าหมายต่างๆ ได้ จนบางครั้งขนาดขอพรอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ชีวิตราบรื่น ชนิดที่ว่าลื่นปรื้ดจนไม่ต้องออกแรงเดิน ก็เคลื่อนที่ไปข้างหน้าถึงที่ทันที

อันที่จริง แม้แรงเสียดทาน จะเป็น “แรงต้าน” แต่มันก็เป็น “แรงส่ง” ด้วย และเป็นสิ่งที่ “ขาดไม่ได้” สำหรับการพัฒนาตนเองให้เป็นเวอร์ชั่นที่ดีกว่าเดิม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ความพอดี ที่ดีพอต่อชีวิต ข้อคิดจากเด็กหญิงผมทอง และหมีสามตัว

ฉันมาทำอะไรที่นี่: ไม่ใช่เพลงรัก แต่เป็นปัญหาหนักของคนย่างหลักสี่

ประการแรก แรงเสียดทานสร้างจุดเกาะยึด วัตถุจึงเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ เช่น การก้าวเดินบนพื้นที่เรียบลื่นจนเกินไปอย่างลานน้ำแข็ง แทนที่จะช่วยให้เราเดินได้สะดวกกลับทำให้เดินไม่ได้เลย เพราะไม่มีจุดยึดให้ออกแรง

ด้านร่างกาย งานวิจัยของ NASA พบว่านักบินอวกาศที่อยู่ในสภาวะไร้น้ำหนัก (ไม่มีแรงต้านจากแรงดึงดูดโลก) จะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและความหนาแน่นของกระดูกอย่างรวดเร็ว และอาจลดสูงสุดถึง 20% ในเวลาเพียง 1-2 สัปดาห์เท่านั้น

เพราะมีแรงต้าน ร่างกายจึงเติบโตและแข็งแกร่งขึ้น

ด้านความคิด การทำสิ่งเดิมซ้ำๆ จนเคยชิน หรือการพยายามใช้ทางลัดทางความคิดจนเกินพอดี รอยหยักในสมองก็มีแต่จะลดลง และไม่พัฒนาสู่การเรียนรู้ใหม่ๆ

ในยุคของการใช้ AI นี้ งานวิจัยหลายชิ้นเริ่มส่งสัญญาณไปในทิศทางเดียวกัน คือความสามารถในการคิดของคนกำลังถดถอยลง เช่น ทีมวิจัยจาก MIT Media Lab พบว่าคนที่ใช้ ChatGPT ช่วยเขียนเรียงความต่อเนื่องหลายเดือน มีการเชื่อมโยงของสมองอ่อนแอกว่ากลุ่มที่เขียนเองล้วนๆ อย่างชัดเจน และจำเนื้อหาที่ตัวเองเขียนแทบไม่ได้ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า หนี้ทางความคิด (cognitive debt) ที่ผู้ใช้งานต้องจ่ายคืนด้วยความสามารถในการคิดที่อ่อนแอลงในระยะยาว และสอดคล้องกับงานวิจัยของ Michael Gerlich แห่ง SBS Swiss Business School

ยิ่งลดแรงเสียดทานทางความคิด สมองก็ยิ่งขาดสิ่งที่ขัดเกลาและ(ฝึก)ฝนให้ความคิดเฉียบแหลมขึ้น

ทางด้านจิตใจ คนที่ขาดประสบการณ์ในการเผชิญแรงเสียดทาน ซึ่งมาในรูปความอึดอัดใจแบบต่างๆ เช่น ความท้าทายหรือแรงกดดันในงาน คำวิจารณ์จากหัวหน้า การโดนลูกค้าตำหนิติเตียน กระทั่งการตัดสินใจที่ผิดพลาด ก็มีแนวโน้มที่จะรับมือกับความยากลำบากที่เข้ามาในชีวิตได้แย่กว่า

งานวิจัยของ Rutter (1987) บอกว่าการเผชิญความเครียดหรือความยากลำบากในระดับเหมาะสม จะช่วยเสริมความสามารถในการรับมือกับความเครียดครั้งต่อๆ ไป เหมือนการฉีดวัคซีนกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อโลกแห่งความจริง

หากไม่เคยผ่านมรสุมในชีวิตเลย จิตใจก็อาจเปราะบางแตกสลายได้ง่าย ดั่งเช่นเกล็ดหิมะ (snowflake)

ประการที่สอง การเติบโตจากแรงเสียดทาน ต้องมีแรงกระทำที่มากกว่าเสมอ และเราออกแบบได้

หลายท่านน่าจะเคยได้ยินประโยคนี้มาบ้างว่า “อะไรที่ไม่ฆ่าเราตายจะทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นเสมอ” จนอาจเผลอคิดไปว่า หากอยากเติบโตมากกว่านี้ ชีวิตต้องโหดให้เต็มที่ (ไม่มีมันส์ ไม่มีฮา)

แต่ช้าก่อนครับ เพราะมันถูกเพียงครึ่งหนึ่งครับ แม้ว่าแรงเสียดทานที่เพิ่มขึ้นคือหนทางหนึ่งในการสร้างความเติบโตที่ดี แต่ควรมีวิธีที่จะทำให้เราไม่ตายตามยถากรรมไปเสียก่อน และเพิ่มโอกาสไปต่อได้มากขึ้น

Nassim Taleb ผู้เขียนหนังสือ Black Swan ซึ่งหลายท่านได้ยินช่วงเหตุการณ์โควิดที่ผ่านมา ได้บอกไว้ในแนวคิดของเขา (antifragility) ว่าแบบนี้

กลไกแบบ Hormesis ที่ว่าความเครียดหรือแรงกดดันจะกระตุ้นให้ร่างกาย ความคิด และจิตใจปรับตัวจนแข็งแรงขึ้น ไม่ต่างจากกล้ามเนื้อที่ฉีกเล็กน้อยแล้วซ่อมแซมตัวเองให้แข็งแรงกว่าเดิม ก็ต่อเมื่อมีสองเงื่อนไขควบคู่กัน คือ

1.ขนาดของความเครียดต้องพอดี ไม่หนักเกินกำลัง แต่ถ้าเบาเกินไปก็จะไม่กระตุ้นอะไรเลย เงื่อนไขนี้ทำให้เรามีโอกาสหันมาสำรวจตัวเองว่า ร่างกาย สมอง และจิตใจของเรานั้นไหวแค่ไหน รวมถึงรู้ว่าต้องสร้างความท้าทายเท่าใด จึงจะสร้างแรงเสียดทานที่เหมาะสมต่อการพัฒนาแต่ละด้าน

2.จังหวะพักฟื้นสำคัญไม่แพ้การรับมือกับแรงเสียดทาน เพราะหากทำต่อเนื่องจนไม่มีเวลาพัก ผลลัพธ์มีแต่จะสร้างความเครียดและบั่นทอนร่างกายและจิตใจลงเรื่อยๆ

ดังนั้นในการพัฒนาตัวเอง (หรือทีมงาน) ที่ดี จำเป็นต้องออกแบบแรงเสียดทานที่เหมาะสมด้วย

เช่นเดียวกับการฝึกกล้ามเนื้อให้แข็งแกร่ง โปรแกรมต้องเข้มข้นท้าทายแรงต้านมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ต้องเหมาะสมกับขีดจำกัดของร่างกาย นอกจากนี้การพักผ่อนที่เพียงพอก็จำเป็น มีอาหารการกินที่เหมาะสมกับความต้องการด้วย

การฝึกสมองและจิตใจผ่านการครุ่นคิดหรือฝึก

การเผชิญหน้ากับความเครียดบ้าง เป็นสิ่งที่ไม่ควรหลีกเลี่ยง แต่เราต้องรู้จังหวะว่าจะผ่อนจังหวะหนักเบาอย่างไรจึงเหมาะสม

การพักผ่อนเองก็ช่วยลดความเครียดส่วนเกินไม่ให้เรื้อรัง จนพังระบบความคิดจิตใจเสียก่อน และยังเปิดโอกาสให้สมองได้ใช้งาน Default Mode Network (DMN) เพื่อเชื่อมโยงและจัดระเบียบเส้นประสาทสายความคิดใหม่ ทำให้เราค้นพบคำตอบของปัญหา เกิดการเรียนรู้แนวทางแก้ไขใหม่ๆ รวมถึงเพิ่มความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ที่ยากลำบากได้ดีขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นเพราะสมองของเรามีความยืดหยุ่น (neuroplasticity) และพร้อมที่จะเติบโตจากประสบการณ์ เพื่อสร้างความยืดหยุ่นทางจิตใจ (resilience) ได้เสมอครับ

การออกแรงเร่งสลับการผ่อนพักนี้จึงไม่มีสูตรสำเร็จ แต่เป็นซีเครทซอสที่เฉพาะตัวของแต่ละคนที่แตกต่างกันไป ต้องรู้ด้วยตัวเอง ทดลองปรับ และบริหารจัดการเองให้เหมาะสม

ประการสุดท้าย วัตถุที่โดนแรงเสียดทานจะสึกหรอ แต่ไม่ใช่กับสิ่งมีชีวิตที่ “ฟื้นตัวได้”

คนและสิ่งมีชีวิตทั้งหลายจึงโชคดีนะครับ ที่มีคุณสมบัติ “การฟื้นตัว” แตกต่างจากวัตถุทั่วไป ที่เมื่อเจอแรงเสียดทาน แม้จะเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ แต่ก็สึกหรอลงไปเรื่อยๆ การเว้นช่องว่างของชีวิตด้วยการออกแรงต้านแรงเสียดทานให้สุดกำลังที่ไหว สลับกับการพักให้เป็นจังหวะ จึงเป็นทักษะที่คนอยากเติบโตทุกคนต้องฝึกฝนไว้เช่นกัน

เวลาที่พักไม่ได้สูญเปล่า แต่เป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูเพื่อเติบโต

แรงเสียดทาน (friction) ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต จึงไม่ใช่แรงฉุดให้หยุด (fixed) แต่เราต้องเปลี่ยนมันเป็นแรงส่งให้ตัวเองก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงสู่จุดหมายที่ต้องการ แม้จะทำให้เส้นทางไม่ราบรื่นนัก แต่ทุกครั้งที่เจอแรงเสียดทาน เราก็เติบโตขึ้นไปอีกก้าวหนึ่งเสมอครับ