วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ความพอดี ที่ดีพอต่อชีวิต ข้อคิดจากเด็กหญิงผมทอง และหมีสามตัว

ช่วงสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นช่วงเวลาที่ผมได้ดูแลลูกมากหน่อย จึงได้มีโอกาสอ่านนิทานหลายเล่มให้เขาฟัง อ่านไปอ่านมา สะดุดใจกับเรื่องหนึ่ง

เป็นเรื่องราวของ เด็กหญิงคนหนึ่งที่หลงทางและไปพบบ้านหลังหนึ่งในป่า เจ้าของบ้านซึ่งเป็นหมีสามตัว พ่อ แม่ ลูก ไม่อยู่บ้านในขณะนั้น เธอหิวและบนโต๊ะมีซุปสามชามวางอยู่ เมื่อชิมชามแรก ร้อนจนสะดุ้ง ชิมชามที่สอง เย็นจนขยาด แต่พอหยิบชามที่สาม ที่เป็นของลูกหมี แค่คำแรกก็รู้ว่านี่คือสิ่งที่ต้องการ

เช่นเดียวกับเก้าอี้และเตียงในบ้านหลังนั้น เก้าอี้ที่สูงเกิน หรือเตี้ยเกิน เตียงที่แข็งเกิน หรือนุ่มเกิน

สุดท้ายก็จบที่ลูกหมี–โดนอีกแล้ว เพราะดันมีของที่ “พอดี” สำหรับเด็กหญิงผมทองที่ชื่อ “โกลดิล็อกส์” (Goldilocks)

อ่านครั้งแรก รู้สึกว่าเธอช่างจู้จี้จุกจิกเหลือรับ แต่หากมองลึกลงไปกลับเห็นอีกมุมหนึ่ง นั่นคือสัญชาตญาณของคนที่รู้จักตัวเองอย่างแม่นยำ และพยายามค้นหาสิ่งที่ “พอดี” อยู่เสมอ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ฉันมาทำอะไรที่นี่: ไม่ใช่เพลงรัก แต่เป็นปัญหาหนักของคนย่างหลักสี่

เมื่อคนต่างข้าง ต้องเดินทางด้วยกัน โดย อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา

จักรวาลก็ต้องการความพอดี

ครั้งหนึ่ง NASA มีภารกิจชื่อ Kepler Space Telescope ที่ทำงานระหว่างปี 2009 ถึง 2018 และค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะกว่า 2,600 ดวง หนึ่งในสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ตามหาตลอดภารกิจนี้คือดาวเคราะห์ที่อยู่ในระยะห่างจากดาวฤกษ์ที่พอดี ไม่ใกล้จนน้ำระเหยหายหมด ไม่ไกลจนน้ำแข็งตัวทั้งดวงโลกของเราอยู่ในระยะนั้น ที่เรียกกันว่า Goldilocks Zoneเศรษฐกิจโลกก็มีจังหวะที่ “พอดี”

ในแวดวงการเงิน สภาวะที่เศรษฐกิจโตกำลังดี ไม่ร้อนแรงจนเงินเฟ้อพุ่ง แล้วธนาคารกลางต้องเบรก และไม่ซบเซาจนเข้าสู่ภาวะถดถอย เป็นช่วงที่ตลาดเดินด้วยเหตุผล ไม่ใช่ความกลัวหรือความโลภ

 คำนั้นคือ Goldilocks Economy ที่ถูกทำให้แพร่หลายโดย David Shulman นักยุทธศาสตร์จาก Salomon Brothers จากรายงานชื่อ “The Goldilocks Economy: Keeping the Bears at Bay” ในปี 1992

ธุรกิจก็มีราคาที่พอดีสำหรับลูกค้าเสมอ

ธุรกิจจำนวนมากใช้กลยุทธ์ที่ออกแบบตัวเลือกและราคา โดยตั้งใจให้ตัวกลางคือคำตอบที่อยากให้ลูกค้าเลือกตั้งแต่แรก เพราะเชื่อว่า คนส่วนใหญ่มักหลีกเลี่ยงสุดขั้ว ถูกไปก็กลัวได้ของไม่ดี แพงไปก็รู้สึกเกินจำเป็น สุดท้ายจึงลงเอยที่ตัวกลาง ซึ่งให้ความรู้สึก “พอดี” ที่สุด

ปรากฏการณ์นี้ เรียกว่า Goldilocks Effect

แต่ในความเป็นจริง ความพอดีไม่ได้มีสูตรตายตัว เพราะลูกค้าแต่ละคนก็มีจุด Goldilocks ของตัวเอง ใครมองเห็นก่อน ก็ได้ Niche Market ไปครอง

ชีวิตคนไทยก็ต้องการความพอดี

แนวคิดเด็กหญิงผมทองอยู่ใกล้ตัวเรากว่าที่คิด หลักความพอประมาณในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสอนให้ดำเนินชีวิตในระดับที่เหมาะกับศักยภาพของตน ไม่โลภจนเกินพอดี ไม่ตระหนี่จนขัดสน จนแนวคิดนี้ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดย UNDP เคยจัดทำรายงานการพัฒนามนุษย์ของประเทศไทยว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียงโดยเฉพาะเศรษฐกิจพอเพียงคือ Goldilocks Zone ในแบบไทยๆ

อยากก้าวหน้าในชีวิต ก็ต้องพอดี

ความพอดีฟังเผินๆ เหมือนเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางความก้าวหน้า เพราะมักถูกโยงกับ “แค่นี้พอแล้ว ไม่เอาแล้ว” แต่ในความหมายของ Goldilocks Principle ความพอดีที่ทำให้เราพัฒนาตัวเองได้คือการรู้ว่าต้อง “ทำแค่ไหน” จึงเกิดการเรียนรู้ที่เหมาะสม โดยไม่หักโหมจนท้อแท้ท้อถอยไปเสียก่อน

Vygotsky เรียกจุดนั้นว่า Zone of Proximal Development เมื่อความท้าทายพอดีกับทักษะที่มีอยู่ สมองจะเข้าสู่สภาวะที่ Csikszentmihalyi เรียกว่า Flow ทำงานได้ลื่นไหลโดยไม่รู้สึกว่าฝืนตัวเอง

James Clear ผู้เขียน Atomic Habits เรียกแนวทาง การไม่หักโหมจนท้อ ไม่ย่อหย่อนจนหยุดนิ่ง ว่า The Goldilocks Rule

แล้วต้องหาจุดพอดีของตัวเองอย่างไร?

ตอบตรงๆ ว่าไม่มีสูตรสำเร็จ เพราะจุดพอดีของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เตียงที่พอดีสำหรับโกลดิล็อกส์อาจแข็งเกินไปสำหรับคนอื่น และเตียงที่นุ่มเกินสำหรับเธออาจเป็นสวรรค์ของคนอื่น ไม่มีใครตอบแทนได้ว่าชีวิตหรือธุรกิจของคุณต้องเป็นแบบใดจึงลงตัว

1. กำหนดเป้าหมายให้ชัดก่อน

จุดพอดีของแต่ละคนขึ้นอยู่กับว่าคุณกำลังมุ่งไปที่ไหน ถ้าเป้าหมายคือความมั่นคง จุดพอดีอาจอยู่ที่สิ่งที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผล แต่ถ้าเป้าหมายคือการเติบโต จุดพอดีนั้นต้องอยู่นอกเขตสบายพอสมควร ไม่รู้เป้าหมาย ก็ไม่รู้ว่าพอดีคืออะไร

2. ลองทำแล้วสังเกตตัวเอง

สังเกตว่าช่วงไหนที่รู้สึกมีพลัง จดจ่อได้โดยไม่ฝืน และได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด นั่นคือสัญญาณว่าคุณกำลังอยู่ในโซนที่ใช่ ในทางกลับกัน ถ้ารู้สึกเบื่อหรือเครียดเรื้อรัง นั่นคือสัญญาณว่าต้องปรับ

3. ปรับทีละนิด ไม่ใช่ทีละก้าวใหญ่

การหาจุดพอดีไม่ใช่การตัดสินใจครั้งเดียวจบ แต่เป็นกระบวนการปรับเทียบทีละนิดทีละหน่อยอย่างต่อเนื่อง

พระพุทธเจ้าทรงสอนพระโสณะผู้เคยเป็นนักดนตรีว่า สายพิณที่ขึงตึงเกินไปย่อมขาด หย่อนเกินไปก็ไม่มีเสียง มีแต่สายที่พอดีเท่านั้นที่บรรเลงได้ไพเราะใครที่เคยเล่นกีตาร์จะรู้ดีว่า ผลีผลามวู่วามปรับสาย มันก็จะขาดผึงได้โดยง่าย แถม “ความพอดี” ของแต่ละสายก็ไม่เท่ากัน

ทางสายกลางจึงไม่ได้แปลว่า “ตึงแบบแบ่งครึ่งกลาง หรือตามค่ามาตรฐานค่าเฉลี่ยใดๆ” แต่อยู่บนวัตถุประสงค์ของสายพิณในชีวิตเราต่างหากว่าต้องการโน้ตแบบใด บทเพลงแห่งชีวิตเราจึงจะไพเราะในแบบที่เราต้องการ

ต้องการความสำเร็จ ท่วงทำนองก็เป็นแบบหนึ่ง ชีวิตเงียบสงบก็ต้องบรรเลงอีกแบบหนึ่ง ตั้งแต่จักรวาลไปจนถึงชีวิตของเรา หากหาความพอดีได้ ก็จะอร่อยกลมกล่อม ดั่งศัพท์เทคนิคที่เขาเรียกกันว่า “Sweet Spot” ของสรรพสิ่ง นั่นแหละครับ