“ฉันมาทำอะไรที่นี่ ฉันมาทำอะไรที่นี่ ที่ที่เธอกับฉันวันนี้เรานัดกัน”
แว่วเสียงเพลงพี่เบิร์ดเพลงนี้ เดิมทีเป็นเพลงรักที่บอกเล่าความรู้สึกอึดอัดและเสียใจของคนที่เคยชอบพอกัน
แต่ความรู้สึกในใจตอนนี้มันเปลี่ยนไปจากเดิมจนหมดสิ้น เหินห่างกันจนไม่รู้เหตุผลว่าจะมาพบพานกันอีกทำไม
แต่สำหรับคนวัยสี่สิบอัพ ความรู้สึกยามร้องเพลงนี้ก็เปลี่ยนไปจากเดิมเช่นกัน จากที่เคยอิน น้ำตาไหลไปกับเพลงตอนวัยรุ่น เป็นอมยิ้มแบบเขินๆ ขำตัวเอง เพราะสมองจำไม่ได้จริงๆ ว่า “ตอนนี้ฉันมาทำอะไรตรงนี้เนี่ย!”
โดยปกติแล้ว ความจำของคนเราจะเริ่มเสื่อมถอยตามอายุที่มากขึ้น ซึ่งแตกต่างกันไปตามประเภทของความจำ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
'จะทำมันไปทำไม?' เป็นคำถามแล้ว จะได้อะไรขึ้นมา โดย อนิรุทธิ์ ตุลสุข
'ทีเซลส์' เสริมแกร่งอุตสาหกรรมยา ดัน ATMPs ด้วยวิจัยต่อยอดร่วมAI
ซึ่งมีการแบ่งแบบง่ายๆ ดังนี้ครับ
ความจำแบบรู้ตัว–ไม่รู้ตัว (Declarative Memory / Nondeclarative Memory)
ความจำระยะสั้น–ระยะยาว (Short-term Memory / Long-term Memory)
ในการแบ่งแบบแรก ความจำแบบรู้ตัวอธิบายง่ายๆ ก็คือข้อมูลในหัวที่เล่าได้ อธิบายได้ บรรยายได้ เช่น ความรู้ต่างๆ ที่เราสะสมมาในชีวิต (Semantic Memory) ประสบการณ์ส่วนตัว (Episodic Memory) และความจำเชิงพื้นที่ ตำแหน่ง และทิศทางต่างๆ (Spatial Memory)
ส่วนความจำแบบไม่รู้ตัว ก็ได้แก่ ความชอบ–ความรู้สึก (Emotional Memory) เช่น ชอบหรือไม่ชอบอะไร และทักษะต่างๆ (Procedural Memory) อย่างการขับรถ การนำเสนองาน เป็นต้น
ถ้าใช้มิติเวลาเป็นตัวตั้ง ความจำระยะสั้นก็คือความจำชั่วคราวที่ใช้ในการทำงานต่างๆ เช่น การรับทราบข้อมูลตอนคุยกับลูกค้า การรับฟังการประชุม การนั่งฟังอบรม หรือการคิดว่าจะตอบอีเมลยังไง พอหมดจากการทำงาน ไม่ทบทวน ข้อมูลพวกนั้นก็หมดอายุและถูกทิ้งไป ความจำระยะสั้นแบบที่เอาไว้ใช้งานนี้จึงมีอีกชื่อว่า “ความจำใช้งาน” (Working Memory) ในขณะที่ความจำระยะยาวคือ “จำขึ้นใจ” จึงเก็บได้นานกว่า ไม่ว่าจะเป็นความจำแบบรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม
อาการหลงๆ ลืมๆ แบบ “ฉันมาทำอะไรที่นี่” จะเกิดจากความจำใช้งาน (Working Memory) เป็นลำดับแรกครับ เพราะระบบนี้เป็นส่วนแรกที่เริ่มโบกมือลาเราตั้งแต่อายุย่างเข้าวัย 30 ปี โดยจะค่อยๆ เสื่อมลงอย่างช้าๆ สวนทางกับอายุที่เพิ่มขึ้น ทว่าเราจะยังไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหานัก
แต่พอเข็มนาฬิกาชีวิตเคลื่อนเข้าสู่หลัก 40+ ความเสื่อมสะสมที่เดินทางมานับสิบปีจะเริ่มเด่นชัดขึ้น แถมยังเป็นช่วงเวลาที่ความจำระยะยาวเริ่มลุกหนีจากเราไปอีกด้วย สังเกตได้จากอาการนึกคำไม่ออกชั่วคราวแบบที่ติดอยู่ตรงปลายลิ้น (Tip-of-the-Tongue) คือรู้ทั้งรู้ว่าคำนั้นอยู่ในหัว แต่ดึงออกมาไม่ทันใจ เมื่อระบบจำใช้งานแผ่ว ผสมโรงกับการดึงความจำระยะยาวช้าลง ปัญหาเรื่องความจำจึงกลายเป็น “เรื่องใหญ่” ของคนวัยหลักสี่อย่างเลี่ยงไม่ได้
ทีนี้ลองกลับมาที่ความจำใช้งานกันต่อ ขณะที่เรา “กำลังทำอะไรบางอย่าง” สมองกำลังเก็บข้อมูลนั้นไว้ในความจำชั่วคราว แต่พอมีสิ่งรบกวนเข้ามา เช่น ศรีภรรยาถามขัดจังหวะ หรือแค่เปิดโทรศัพท์กดไลก์ข้อความ ความสนใจก็ถูกดึงไป สมองจึงปล่อยข้อมูลเดิมทิ้ง แล้วลืมทันทีว่ามาทำอะไร หรือในการทำงานบางคน หัวหน้าสั่งงานมาสามอย่าง พอพูดถึงข้อสุดท้าย ก็ลืมไปแล้วว่าข้อแรกคืออะไร เป็นต้น
หลายคนจึงหลงลืมบ่อย ความเข้าใจและความสามารถในการคิดหลายอย่างลดลง โดยเฉพาะงานที่ต้องการความซับซ้อนสูง ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน และเกิดความหงุดหงิดจนควบคุมอารมณ์ได้ยากขึ้น อาจลุกลามไปถึงความสัมพันธ์กับคนรอบข้างได้
ความเสื่อมถอยของสมองเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ยังโชคดีที่มีทางออกอยู่ครับ นั่นคือสามแนวทางที่ควรทำควบคู่กัน เพื่อช่วยยืดอายุความจำของเราได้ครับ
แนวทางแรกคือ “การพึ่งตัวเราเอง” โดยชะลอความเสื่อมที่ต้นเหตุ ผ่าน “การใช้ให้บ่อยและพักให้เป็น” เพราะสมองมีความยืดหยุ่นอยู่ (Neuroplasticity) ตราบใดที่เรายังใช้และดูแล มันก็ยังสร้างการเชื่อมต่อใหม่ๆ ได้เสมอ ส่วนการพักให้เป็นนั้นก็คือการนอนให้พอ เพราะตอนหลับลึกสมองจะจัดเก็บข้อมูลจากความจำชั่วคราวเข้าคลังระยะยาว เสริมด้วยการออกกำลังกายให้เลือดไปเลี้ยงสมอง ลดความเครียดซึ่งเป็นตัวแสบที่คอยบ่อนทำลายความจำใช้งาน และหมั่นใช้สมองคิดและเรียนรู้สิ่งใหม่ อย่าปล่อยให้ว่างจนขึ้นสนิม
แนวทางที่สองคือ “การพึ่งตัวช่วย” ด้วยการออกแบบและจัดระเบียบชีวิตให้ง่ายขึ้น เช่น หมั่นจดโน้ต ตั้งเตือนในมือถือ หรือหา “ที่อยู่ประจำ” ให้สิ่งสำคัญ (หรือ ของธรรมดาทั่วไปอย่างกุญแจหรือแว่นตา) จะได้ไม่สร้างภาระให้สมองต้องคอยจำเรื่องที่ไม่จำเป็นทุกวัน
แนวทางที่สามคือ “การลดสิ่งที่รบกวนสมาธิ” เช่น เลิกทำงานหลายอย่างพร้อมกัน (Multitask) จนเกินพอดี และวางมือถือลงบ้าง เพราะทุกครั้งที่เราเด้งไปกดดูการแจ้งเตือน ก็เท่ากับสั่งให้สมองทิ้งงานเดิมแล้วเริ่มนับหนึ่งใหม่
ทั้งสามแนวทางนี้ พูดให้เห็นภาพง่ายๆ ก็คล้ายกับการบำรุงฮาร์ดแวร์ให้สึกหรอช้าลง ติดตั้งโปรแกรมช่วยทำงานที่เหมาะสมเอาไว้ และหมั่นเคลียร์โปรแกรมที่ไม่ควรมีออกเสีย ทำครบทั้งสามอย่าง ชีวิตในวัยที่ความจำเริ่มแผ่วก็จะราบรื่นขึ้นเยอะ
จะได้ไม่ต้องคอยฮัมเพลงพี่เบิร์ด แซวตัวเองแก้เขินบ่อยๆ ครับ


