เคยไหมที่องค์กรมีคนเก่งเต็มไปหมด แต่พองานต้องข้ามฝ่าย กลับเดินช้ากว่างานที่ทำคนเดียว ฝ่ายหนึ่งบอกว่า “เราไม่ได้รับข้อมูล” อีกฝ่ายตอบว่า “ก็ส่งไปแล้ว”
ทีมขายบอกว่าลูกค้ารอไม่ได้ ทีมปฏิบัติการบอกว่ากระบวนการยังไม่พร้อม ฝ่ายไอทีบอกว่าต้องจัดลำดับความสำคัญใหม่ ฝ่ายการเงินบอกว่างบประมาณยังไม่อนุมัติ สุดท้ายทุกคนต่างก็ทำงานหนัก แต่ผลลัพธ์กลับเหมือนคนพายเรือคนละจังหวะ
ในหลายองค์กร คนที่ยืนอยู่ตรงกลางของความวุ่นวายแบบนี้ ไม่ใช่ซีอีโอ ไม่ใช่บอร์ดบริหาร และไม่ใช่พนักงานหน้างาน แต่คือ Middle Manager หรือผู้จัดการระดับกลาง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
หมดยุคที่ 'ผู้นำ' เก่งคนเดียว โดย อภิวุฒิ พิมลแสงสุริยา
วิกฤติตลาดแรงงานไทย ‘เรียนไม่ตรงสาย – 4 กลุ่มอาชีพเสี่ยง ไม่รอด’
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา บทสนทนาเรื่อง Middle Manager กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อ AI เริ่มเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร หลายบริษัทพยายามลดชั้นการบริหาร ทำให้องค์กรแบนลง และตั้งคำถามว่า “เรายังต้องมีผู้จัดการระดับกลางอีกหรือไม่”
รายงานของ Deloitte เกี่ยวกับอนาคตของ Middle Manager ชี้ให้เห็นว่า หลายองค์กรกำลังทดลองลดชั้นการบริหารลง ขณะที่เทคโนโลยีและ AI ทำให้งานประสานงานบางส่วนเร็วขึ้นกว่าเดิม แต่ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่า Middle Manager จะหายไปหรือไม่ หากคือบทบาทของ Middle Manager ต้องเปลี่ยนจาก “ผู้คุมงาน” ไปเป็น “ผู้เชื่อมโยงงาน คน และความหมาย” มากขึ้น
ในเวลาเดียวกัน รายงาน State of the Global Workplace 2026 ของ Gallup พบว่า ความผูกพันของผู้จัดการลดลงอย่างน่ากังวล โดย Manager Engagement ลดจาก 27% ในปี 2024 เหลือ 22% ในปี 2025 ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ พูดง่ายๆ คือ คนที่องค์กรคาดหวังให้ไปสร้างแรงจูงใจให้ทีม กลับกำลังหมดแรงเสียเอง
ตัวอย่างระดับโลกที่ร่วมสมัยมากคือ Luca de Meo ซีอีโอของ Kering กลุ่มลักชัวรีเจ้าของแบรนด์อย่าง Gucci, Saint Laurent, Bottega Veneta, Balenciaga และ Alexander McQueen
เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2026 de Meo เปิดตัวแผนยุทธศาสตร์ใหม่ชื่อ “ReconKering” ในงาน Capital Markets Day ที่เมืองฟลอเรนซ์ แผนนี้ไม่ได้เป็นเพียงแผนฟื้นยอดขายของ Gucci หรือแผนลดต้นทุนของกลุ่ม แต่เป็นความพยายาม “จัดระเบียบการทำงานร่วมกันใหม่” ของทั้งองค์กร Kering ระบุว่า ReconKering ถูกออกแบบมาเพื่อฟื้นความชัดเจน สร้างวินัยในการลงมือทำ และวางองค์กรกลับสู่เส้นทางการเป็นผู้นำระยะยาว โดยยึดทั้งรากฐานของ True Luxury เช่น ความคิดสร้างสรรค์ งานฝีมือ ความเกี่ยวข้องทางวัฒนธรรม และความเป็นเลิศของผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับความสามารถใหม่ของ Next Luxury เช่น เทคโนโลยีใหม่ ความคาดหวังใหม่ของลูกค้า ตลาดใหม่ และหมวดหมู่ธุรกิจใหม่
สิ่งที่น่าสนใจคือ de Meo ไม่ได้พยายามทำให้ทุกแบรนด์เหมือนกัน เพราะในธุรกิจลักชัวรี ความเหมือนกันมากเกินไปอาจทำลายเสน่ห์ของแบรนด์ แต่เขาพยายามแยกให้ออกว่า อะไรควรเป็น “ตัวตนเฉพาะ” ของแต่ละแบรนด์ และอะไรควรเป็น “ระบบร่วม” ของทั้งกลุ่มนี่คือโจทย์เดียวกับที่ Middle Manager เจอทุกวัน เพียงแต่เกิดขึ้นในระดับที่ใหญ่กว่า
Middle Manager ในองค์กรทั่วไปอาจไม่ได้ดูแลแบรนด์ระดับโลก แต่ต้องเผชิญความจริงที่คล้ายกันมาก ฝ่ายขายมีเป้าหมายหนึ่ง ฝ่ายปฏิบัติการมีข้อจำกัดอีกแบบ ฝ่ายการเงินมองความเสี่ยงอีกมุม ฝ่ายไอทีมองเรื่องระบบและความปลอดภัย ส่วนลูกค้าก็ต้องการคำตอบเร็วที่สุด ถ้าผู้จัดการระดับกลางพยายามทำให้ทุกฝ่ายคิดเหมือนกันทั้งหมด งานอาจไม่เดิน แต่ถ้าสามารถทำให้แต่ละฝ่ายรักษาความเชี่ยวชาญของตัวเองไว้ พร้อมกับหา “ระบบร่วม” และ “เป้าหมายร่วม” ได้ งานจะเริ่มไหล
ในทางปฏิบัติ Middle Manager ที่อยากพัฒนาทักษะการบริหารความแตกต่างให้เกิดพลังร่วมกัน (Synergy) อาจเริ่มต้นจากการทำสามเรื่องเล็กๆ แต่ทรงพลังนี้
เรื่องแรก : สร้างจังหวะของการสื่อสารข้ามทีม อย่ารอให้มีปัญหาแล้วค่อยประชุมกับฝ่ายอื่น เพราะเมื่อถึงวันนั้น ทุกคนมักเข้าห้องประชุมพร้อมเกราะป้องกันตัวเอง Middle Manager ควรมีจังหวะสั้นๆ สม่ำเสมอในการคุยกับทีมที่เกี่ยวข้อง ทั้งทีมที่เราต้องพึ่งพา และทีมที่ต้องพึ่งพาเรา เพื่อแลกเปลี่ยนว่าอะไรติดขัด อะไรต้องปรับ และอะไรที่ช่วยกันได้
เรื่องที่สอง : ทำให้ “จุดร่วม” ชัดกว่าจุดต่าง หลายครั้งการประชุมข้ามฝ่ายล้มเหลว เพราะเริ่มต้นด้วยรายการความต้องการของแต่ละฝ่าย แต่ไม่ได้เริ่มด้วยผลลัพธ์ร่วมกัน Middle Manager ควรถามให้ชัดว่า “ถ้าโครงการนี้สำเร็จ ลูกค้า องค์กร และทีมของเราจะได้อะไร” เมื่อผลลัพธ์ร่วมชัด การต่อรองจะเปลี่ยนจากการแย่งทรัพยากร เป็นการจัดลำดับสิ่งที่สำคัญร่วมกัน
เรื่องที่สาม : ให้เครดิตคนข้ามทีมอย่างตั้งใจ ในองค์กรจำนวนมาก คนที่ช่วยให้งานสำเร็จมักไม่ได้อยู่บนเวทีเดียวกับคนที่ได้รับคำชม Middle Manager ที่ดีควรพูดถึงฝ่ายอื่นให้ผู้บริหารได้ยิน ชื่นชมคนที่ช่วยแก้ปัญหาแม้ไม่ได้อยู่ในทีมตัวเอง และทำให้ความร่วมมือมีตัวตน ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นงานเงียบๆ ที่ไม่มีใครเห็น
คุณไม่จำเป็นต้องเป็น Luca de Meo และไม่จำเป็นต้องนำการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มลักชัวรีระดับโลก แต่ในฐานะผู้นำระดับกลาง สามารถเริ่มสร้าง ReconKering เวอร์ชันเล็กๆ ในพื้นที่ของตัวเองได้


