วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน 2569

Login
Login

บริษัท(ต้อง)กำจัดผี ออฟฟิศ แหล่งสิงสู่ของผี โดยอนิรุทธิ์ ตุลสุข [email protected]

บริษัท(ต้อง)กำจัดผี ออฟฟิศ แหล่งสิงสู่ของผี โดยอนิรุทธิ์ ตุลสุข aniruth@thinkwithink.co

เคยเจอผีกันบ้างไหมครับ? ผมเป็นคนที่ไม่มีเซ้นส์เรื่องผีๆสางๆ จะบอกว่าเป็นโชคดีที่ทำให้ไม่เจอประสบการณ์ขนหัวลุกเลยในชีวิตนี้ก็ได้

แต่ก็เป็นโชคร้ายที่ทำให้ต้องหมดสตางค์ไปกับการเสาะแสวงหาดูหนังผีแทน ขนาดที่ช่วงหนึ่งของชีวิตนักศึกษา ต้องทำงานพาร์ทไทม์หาเงินเพื่อเอาไปดูหนังเลยทีเดียวหนังผีจะมีเสน่ห์ต่างกันไปตามยุคสมัย โดยเฉพาะหนังผีฝรั่งที่มีความหลากหลาย

อย่างเช่นในยุคคลาสสิก ที่หนังมักดัดแปลงจากวรรณกรรมและตำนานพื้นบ้าน ผีที่ว่าจึงมักเป็นอสุรกายที่มีรูปลักษณ์แตกต่างจากมนุษย์ชัดเจน เช่น ผีดูดเลือด แฟรงเกนสไตน์ มัมมี่ หรือมนุษย์หมาป่า ในช่วงเดียวกันก็อาจมีสลับไปแนวการไล่วิญญาณร้ายด้วยศรัทธาทางศาสนาบ้าง ก่อนจะเข้าสู่ยุคผีแนวโหดๆ เชือดๆ อย่างศุกร์ 13 ฝันหวาน ที่เน้นสับและสาดเลือดให้ท่วมเต็มจอ เสิร์ฟคนดูไม่แพ้ร้านลาบกันเลย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

เช็ก! พฤติกรรมร้าย ทำลายสุขภาพของคนวัยทำงาน

สื่อสารไม่รู้เรื่อง? อย่ารีบแก้ “ทักษะการสื่อสาร”โดย อนิรุทธิ์ ตุลสุข 

แต่พอฉายเกือบสิบภาค คนก็เริ่มอิ่ม เอียน เลี่ยน แต่ไม่มัน บรรดาผู้สร้างทั้งหลายจึงหันไปหาเมนูใหม่มาเอาใจตลาดคนรักหนังสยองขวัญหนังผี “แนวหักมุม” จึงเริ่มมาแทนที่ แนวนี้ส่วนใหญ่เรื่องจะเนิบนาบ ไม่ซาบซ่านโฉ่งฉ่างนัก หลายเรื่องออกแนวกึ่งดราม่า เล่าถึงชีวิตรันทดของตัวเอกเป็นหลัก พอเราง่วงๆ ก็จะมีผีโผล่แว่บๆ ชนิดที่ว่าใครเผลอกระพริบตาอาจพลาดซีนเด็ดได้เลย ถึงเสียดายแค่ไหน ก็ย้อนแบบ Netflix ยุคนี้ก็ไม่ได้ซะด้วย

ไคลแมกซ์หนังผีแนวนี้อยู่ที่การเฉลยตอนจบว่า แท้ที่จริงแล้ว ตัวเอกที่เป็น “คน" ตลอดทั้งเรื่องนั้น เป็น “ผี” นี่แหละ แถมไม่รู้ตัวว่าตัวเองตายไปตั้งแต่เริ่มเรื่องแล้ว !!

เท่านั้นแหละครับ คนดูจากที่ง่วงตาปรือ สัปหงกมาเกือบทั้งเรื่อง ถึงกับตาเบิกโพลง ส่งเสียงร้องโอ้โห! กันทั้งโรง ใครที่งงๆ ว่าตัวเองไปพลาดท่าโดนสับขาหลอกตรงไหน ต้องยอมไปเสียค่าตั๋วรอบที่ 2 รอบ 3 มาเก็บตกกันอีกที ก็ไม่รู้ว่านี่เป็นเทคนิคหาค่าตั๋วเพิ่มหรือเปล่านะครับ

มุก “ผีที่ไม่รู้ตัว” ว่าตัวเองเป็น “ผี” จึงเป็นที่นิยมอย่างมากอยู่ช่วงหนึ่ง จนสร้างมาตรฐานใหม่ในวงการ และลามมาถึงรสนิยมของคอหนังผีเมืองไทยหลายคนด้วยว่า ถ้าไม่หักมุมละก็ เตรียมไปต่อคิวเป็นหนังห่วยแห่งปี รอขาดทุนได้เลย

แต่เชื่อไหมครับว่า พลอตหนังแนวนี้ไม่ได้ใหม่เลย และในชีวิตจริงโดยเฉพาะ “ที่ออฟฟิศ” นี่แหละ ที่ผีแบบนี้นิยมสิงสู่ หลอกหลอนกันอยู่ทุกวัน แต่ไม่มีใครสังเกตกันเลยสักนิด

บ้างก็เป็น ผีดูดเลือดแวมไพร์ ประเภทที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ผู้คนก็เหมือนต้องมนต์สะกดตัวแข็ง แถมอ้าปากแต่ละที ก็ดูดพลังงานทีมออกจนเหือดแห้ง

บ้างก็เป็น ผีแบบเจสัน ถือขวานผ่าซาก พูดตรงเกินงาม เที่ยวสับสะบั้นความสัมพันธ์คนรอบข้างให้ขาดเป็นชิ้นๆ แม้บางครั้งจะเจตนาดี แต่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้

บ้างก็เป็น ผีซอมบี้ ที่ร่างกายยังมาทำงานทุกวัน แต่วิญญาณไม่ได้มาด้วยมานานแล้ว และความเฉื่อยชาแบบนี้ ก็ระบาดสู่คนอื่นได้

ส่วนบางคนเป็น ผีตุ้งแช่ ที่เวลาทำผิดก็เงียบฉี่ แต่ถ้ามีเครดิต รีบโผล่หน้าออกมารับ จนเพื่อนร่วมงานสะดุ้งโหยงกันเป็นแถบ

ยังมีผีที่พฤติกรรมน่าสยดสยองอีกหลายแบบที่เดินเพ่นพ่านอยู่ในออฟฟิศ และสร้างบรรยากาศที่เป็นพิษในการทำงาน แต่ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ พวกเขาทำไปด้วยความเคยชิน มองไม่เห็นว่าตัวเองเป็นปัญหา แล้วก็วนลูปซ้ำแบบนี้วันแล้ววันเล่า จนที่ทำงานกลายเป็นคฤหาสน์สยองขวัญ ที่คนที่ตั้งใจทำงานจริงๆ ก็ค่อยๆ หมดไฟ แล้วทยอยจากไปทีละคนสองคน

ทำไมคนเราถึงไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นผีที่หลอกหลอนคนอื่น?

มนุษย์ทุกคนมีสิ่งที่เรียกว่า จุดบอด (Blind Spot จากทฤษฎี Johari Window) คือพฤติกรรมที่คนอื่นเห็น “ตำตา” แต่ตัวเองกลับมองไม่เห็น และนั่นแหละคือเหตุผลที่คนเราเผลอทำร้ายคนรอบข้างอยู่ทุกวัน โดยไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย เพราะขาดสิ่งที่เรียกว่า Self-Awareness หรือความตระหนักรู้ในตัวเอง

มีงานวิจัยที่น่าสนใจจาก Tasha Eurich นักจิตวิทยาองค์กร ระบุว่าคนส่วนใหญ่กว่า 95% เชื่อว่ารู้จักตัวเองดีพอ แต่ในความเป็นจริงอาจมีเพียง 10-15% เท่านั้นที่ “รู้ตัว” จริงๆ นั่นหมายความว่า คนที่เป็นผีโดยไม่รู้ตัวในบริษัทของเรา อาจมีมากกว่าที่คิดมากครับ

แล้วหนังเรื่องนี้จะจบแบบ Happy Ending ได้ยังไง?

หนทางเดียวคือผีตนนั้นต้องได้พบ “ความจริง” สองอย่าง ได้แก่ การตระหนักรู้ตัวว่าเป็นผี และยอมรับว่าการกระทำของตนมีผลกระทบต่อตัวเองและคนอื่นอย่างไร ซึ่งวิธีที่ใช้ได้มีสามแบบ

แบบแรก คือการสร้างวัฒนธรรมที่กล้าบอกกันตรงๆ อย่างจริงใจ แต่ไม่ทิ้งความห่วงใย ตามแนวคิด Radical Candor ของ Kim Scott อดีตผู้บริหาร Google และ Apple ไม่ใช่การด่าหรือประจาน แต่ต่างคนต่างเป็น “กระจก” ที่สะท้อนจุดบอดให้เพื่อนร่วมงานได้เห็นตัวเองชัดขึ้น

แบบที่สอง คือการสร้างระบบรับฟังความเห็นรอบด้าน (360 Degree Feedback) ทั้งจากหัวหน้า ลูกน้อง และเพื่อนร่วมงาน เพราะยิ่งเสียงมาจากหลายทิศทาง สิ่งที่ไม่เคยเห็นในตัวเองก็ยิ่งถูกส่องให้ชัดขึ้น และการยอมรับตัวเองก็ตามมาเองครับ

และสุดท้ายที่สำคัญที่สุด คือ การฝึกถามตัวเองหลังทุกสถานการณ์สำคัญ (Self-Reflection) ว่า เกิดอะไรขึ้น กระทบคนอื่นอย่างไร และครั้งหน้าจะทำต่างกันได้อย่างไร ฟังดูง่าย แต่คนส่วนใหญ่ไม่เคยทำ เพราะสมองถูกออกแบบมาให้มองออกไปข้างนอก เพื่อตอบสนองความอยู่รอด ไม่ใช่ส่องกลับเข้ามาข้างใน ทำให้คนเราทำตามความเคยชินมากกว่าการทบทวนตัวเอง

ดังนั้น ก่อนจะมองหาผีในออฟฟิศ ลองถามตัวเองเงียบๆ สักครั้งว่า เราเป็นผีตัวไหนอยู่บ้างหรือเปล่า?

เพราะในหนังผีแนวหักมุม สิ่งที่น่ากลัวที่สุดมักไม่ใช่ผีตัวอื่นใด แต่คือตอนที่ตัวเอกค้นพบว่า ผีที่ว่านั้นคือตัวเองมาตลอดนั่นแหละครับ