ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบันเร็วยิ่งกว่าพายุ เบื้องหลังความสำเร็จ แพลตฟอร์มที่หยุดนิ่งไม่ได้ อย่าง Grab คำถามสำคัญที่หลายคนสงสัยคือ คนทำงานในองค์กรระดับนี้บริหารจัดการชีวิตอย่างไร ในยุคที่เส้นแบ่งระหว่างเวลางาน และเวลาส่วนตัวเลือนรางจนแทบแยกกันไม่ออก
“จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม” กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษ “กรุงเทพธุรกิจ” เจาะลึกตั้งแต่การทำงาน สมัยเริ่มทำงานใหม่ๆ ในปี 2006 ซึ่งเป็นยุคของ BlackBerry จนถึงปี 2025 เทคโนโลยีได้ทลายกำแพงทุกอย่างลง สามารถทำงานได้จากทุกที่ Work from Anywhere อีเมลและการแจ้งเตือนติดตามตลอดทุกที่ทุกเวลา เรียกว่า“Work-Life Integration”หรือการผสมผสานงานและชีวิตให้เป็นเนื้อเดียวกันเพื่อเป็นคู่มือ สำหรับFirst Jobber และคนทำงานทุกคน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
'Longevity' สุขภาพยั่งยืนมีคุณภาพ ความมั่นคงแบบใหม่ของทุกวัย
ทำไมตัวเลข 'เด็กพิเศษ'พุ่งสูง?..เมื่อความต่างต้องการความเข้าใจมากกว่ารักษา
จากBlackBerryสู่Work-Life Balance?
เธอ บอกว่า สมัยเริ่มทำงานใหม่ๆ ในปี 2006 ยุคนั้น Work-Life Balance เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริงโดยธรรมชาติ เพราะเทคโนโลยีขีดเส้นแบ่งให้เราเวลาที่เจ้านายเดินทางไปต่างประเทศ การติดต่อสื่อสารแทบจะตัดขาด เมื่อจบงานทุกอย่างก็เหมือนจะสิ้นสุดทำให้เวลาหลังเลิกงานคือเวลาส่วนตัวอย่างแท้จริง
แต่เมื่อเข็มนาฬิกาหมุนมาถึงปี 2025 เทคโนโลยีได้ทลายกำแพงทุกอย่างลง ชีวิต 70-80 % คืองาน ดังนั้นคำว่า Balance อาจจะไม่ใช่คำที่ Resonate หรือตอบโจทย์อีกต่อไป แต่ต้องเป็น Integrate เพราะในความเป็นจริง แม้จะเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ หรือก่อนนอน เราก็ยังสามารถเช็กอีเมลหรือตอบแอปพลิเคชัน Slackได้ หากมีเรื่องด่วน
ความสุข=คุณค่างานที่ทำต้องตรงกับตัวเรา
“การจะทำ Integration ให้มีความสุขได้นั้น หัวใจสำคัญคือ “Value” (คุณค่า)ของงานที่ทำต้องตรงกับตัวเรา นั่นคืองานที่สร้างความสุขทางกายภาพ อยู่ที่ Grab คุณค่าของงานขยายวงกว้างไปสู่ Ecosystem มหาศาล ทุกออเดอร์ที่เราดูแล ไม่ว่าจะเป็นการสั่งกาแฟ Starbucks หรือ สั่งพวงมาลัยมาไหว้พระผ่าน GrabMart มันคือรายได้ของคนขับส่งต่อยอดขายของร้านค้า และคือความสะดวกของผู้บริโภค เมื่อเราเห็นว่างานของเราสร้างผลกระทบเชิงบวก (Impact)ให้กับสังคม เราจะเหนื่อยน้อยลงและรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับงานได้ง่ายขึ้น ”
เธอให้อีกเหตุผลที่ทำให้แนวคิด Work-Life Balance แบบดั้งเดิมใช้ไม่ได้กับ Grab คือบริบทของธุรกิจที่เป็น Tech Platform ซึ่งครอบคลุมแทบทุกมิติของชีวิต Food, Groceries, Mobility, Financial Services ไปจนถึงธุรกิจโฆษณาที่แบรนด์ดังอย่าง Maybelline หรือ Apple เลือกใช้
“การที่เราจะต้อง Deal กับคนขับเป็นหลายแสน ผู้บริโภคเป็นหลายล้าน ร้านอาหารต่างๆ ถ้าเรามา Work Life Balanceให้พอดี Platform มันก็โตไม่ได้จริงๆ”
“ตุ๊กตาล้มลุก”และธรรมชาติบำบัดเครียด
แน่นอนว่าการทำงานภายใต้ความกดดันย่อมมีความเครียด เคล็ดลับการดูแลสุขภาพใจ (Mental Health) ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ของ “กุ๊ก” นั่นคือการพาตัวเองกลับสู่“ธรรมชาติ”ทุกๆ ไตรมาส ไม่ว่าจะเป็นการเดินป่า ปีนเขา ไปเกาะเต่า หรือเกาะพะงัน ให้ธรรมชาติชาร์ตพลังกลับมาทำงาน เพราะ“ธรรมชาติสอนให้เรารู้ว่า มันไม่มีวันที่มันจะมืดมน เมื่อฝนตกเสร็จ ก็จะมีสายรุ้ง สายรุ้งเสร็จ มันก็เป็นพระอาทิตย์ตก แล้วมันก็พระอาทิตย์ขึ้น"
เธอ นำแนวคิดนี้มาปรับใช้เป็น Positive Mindset ในการทำงาน เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาหรือคนที่มีพลังลบ (Toxic) คือการทำตัวเป็น“กระจก”สะท้อนพลังลบออกไป ไม่ใช่ฟองน้ำที่ดูดซับความเครียดเข้ามา สิ่งนี้สะท้อนอยู่ในวัฒนธรรมองค์กรของ Grab ที่เรียกว่า“Resilience”เปรียบเสมือนตุ๊กตาล้มลุกที่ล้มแล้วเด้งกลับขึ้นมาใหม่ได้เสมอ
Culture สนุก ชอบชนะพลังขับเคลื่อน
เมื่อถามถึงบรรยากาศการทำงานและการดูแลคนรุ่นใหม่ กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย นิยามวัฒนธรรมของ Grab ว่า “สนุกและชอบชนะ” (Winning Mindset) เนื่องจากเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงเช่น การออกโปรโมชันมาสักอันหนึ่งแค่ 1 อาทิตย์ สามารถวัดผลลัพธ์ได้แล้วว่าเวิร์กหรือเปล่าคนที่จะอยู่ที่นี่ได้จึงต้องมีความกระหาย (Hunger) ที่จะเรียนรู้และพิสูจน์ตัวเองอยู่เสมอ
แต่ในขณะเดียวกัน องค์กรก็ให้ความสำคัญกับ Psychological Safety หรือความเชื่อมั่นร่วมกันของสมาชิกในทีมน้องๆ สามารถเดินมาบอกพี่ๆ หรือหัวหน้าได้ว่าสิ่งที่ทำอยู่ ไม่ถูก หรือมีไอเดียอะไรใหม่ๆ ที่ดีกว่า แม้จะเป็นผู้บริหาร Gen Yแต่เธอ ก็เปิดกว้างและพร้อมเรียนรู้จากน้องๆ เสมอเปิดรับและพร้อมที่จะเรียนรู้ช่องว่างของวัยต่าง ๆ
เพื่อละลายพฤติกรรมและลดกำแพงระหว่างแผนก Grab มีการจัด Quarterly Party แทบทุกเดือนซึ่งไม่ใช่แค่งานเลี้ยงธรรมดา แต่จัดเต็มความสนุกชนิดที่ว่า“ลำโพงเปียก” กิจกรรมเหล่านี้เปลี่ยนจากเพื่อนร่วมงานที่ต่างคนต่างทำ ให้กลายเป็นทีมเดียวกันที่พูดคุยปรึกษากันได้ทุกเรื่อง ไม่ใช่แค่เรื่องงาน
คนแบบไหนที่ Grab มองหา?
สำหรับสเปกคนรุ่นใหม่ที่ Grab มองหา แม้พื้นฐานพนักงานส่วนใหญ่ของที่นี่มักจะจบมาทางด้านบริหารธุรกิจ (BBA)หรือเศรษฐศาสตร์ (BE) เพื่อให้มีความเข้าใจในธุรกิจและการคิดวิเคราะห์ (Analytical Skill) แต่สิ่งที่ต้องเน้นย้ำยิ่งกว่าใบปริญญาคือเรื่องของ“Growth Mindset”และต้อง“น้ำไม่เต็มแก้ว”
ดังนั้น Grab จึงเปิดกว้างสำหรับคนเก่งทุกสาขา ขอเพียงมีคุณสมบัติที่พร้อมเรียนรู้ อย่างไรก็ตามทักษะภาษาอังกฤษเป็นสิ่งจำเป็นเพราะต้องทำงานร่วมกับทีม Product และ Engineer จากหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งอินเดีย จีน และสิงคโปร์ เพื่อสร้างนวัตกรรมระดับภูมิภาคอย่างบางฟีเจอร์ ที่สเกลไปใช้ได้ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สวัสดิการที่เข้าใจคนทำงาน
อย่างไรก็ตามการจะ Integrate งานกับชีวิตได้ องค์กรต้องมีความยืดหยุ่น จึงมอบสวัสดิการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ เช่น
วันลาพักร้อน เริ่มต้นที่ 17 วัน (15วันปกติ +2วัน) และเพิ่มเป็น 20 วัน เมื่อทำงานครบ 5 ปี เงินสนับสนุนรายปีที่ให้พนักงานสามารถเลือกใช้ได้ตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการทำประกันสุขภาพ ตัดแว่น เข้าสปา นวดผ่อนคลาย จ่ายค่าฟิตเนสหรือแม้แต่ซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยว
ประกันสุขภาพที่ครอบคลุมถึงลูก นอกจากนี้ ยังมีการขยายฐานปฏิบัติการไปยังเชียงใหม่ เพื่อจ้างงานคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ ให้ทำงานในตำแหน่ง Grab Support ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนแล้ว ยังช่วยให้พนักงานได้ทำงานในถิ่นฐานบ้านเกิดโดยไม่ต้องแบกรับค่าครองชีพในกรุงเทพฯอีกด้วย
ชีวิตออกแบบได้แต่ต้องกล้าที่จะเลือก
สำหรับคำแนะนำที่เปรียบเสมือนเข็มทิศสำหรับน้องๆ นักศึกษาและ First Jobber ที่กำลังสับสนระหว่างการทุ่มเททำงานหนักเพื่อพิสูจน์ตัวเอง กับการรักษาสมดุลชีวิต แนะนำให้ใช้หลักการ Forward Looking โดยมองไปข้างหน้าอีก 3-10 ปี แล้วถามตัวเองว่า“เราอยากเป็นอะไร?”
“ถ้าเป้าหมายของคุณคือการเป็น CEO หรือผู้บริหารระดับสูง ต้องยอมรับว่าได้เลือกชีวิตที่ชิลไม่ได้ ต้องแลกด้วยความทุ่มเทและการเรียนรู้ที่หนักหน่วง แต่ถ้าเป้าหมายคือความสุขในรูปแบบอื่น หรือพอใจกับการเติบโตในระดับกลาง ก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกเส้นทางที่สมดุลกว่า”
สิ่งสำคัญที่สุดคือ“เมื่อเลือกแล้ว ต้องไม่สับสน”อย่าไขว้เขวเมื่อเห็นเพื่อนคนอื่นก้าวไปไกลกว่า หากเรารู้ว่าเป้าหมายของเราคืออะไร ความเหนื่อยยากในวันนี้จะมีความหมาย
Gen Z ได้โอกาสจากเทคโนโลยี
แม้โลกการทำงานในปัจจุบันจะดูแข่งขันสูงและกดดัน แต่ “First Jobber ยุคนี้คือเจเนอเรชันที่น่าอิจฉาที่สุด”เพราะเกิดมาพร้อมกับเครื่องมือและเทคโนโลยีที่เปรียบเสมือนแต้มต่อซึ่งคนรุ่นก่อนไม่มี ไม่ว่าจะเป็น โอกาสทางปัญญา ในอดีตการหาความรู้หมายถึงการขลุกอยู่ในห้องสมุด แต่เด็กสมัยนี้สามารถเข้าถึงคลังความรู้ระดับโลกได้เพียงปลายนิ้วผ่าน Podcast หรือ YouTube ยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยีAI ที่ช่วยย่อยเนื้อหาหนักๆ ทำให้คนรุ่นใหม่สามารถเรียนรู้ได้เร็วขึ้น และกว้างขึ้นกว่าคนรุ่นก่อนมหาศาล
โอกาสทางการเงิน สมัยก่อนกว่าคนทำงานจะเริ่มตระหนักเรื่องการลงทุน ก็อาจผ่านการทำงานไปแล้ว3-4ปี แต่สมัยนี้เข้าถึงกูรูการเงินได้ง่ายๆ ผ่านสื่อออนไลน์ ทำให้มีความรู้เรื่องการวางแผนการเงินตั้งแต่มหาวิทยาลัย สามารถเริ่ม DCA (Dollar Cost Averaging) สะสมทองคำ หรือกองทุนได้ตั้งแต่อายุยังน้อย
โอกาสในทางเลือกอาชีพที่กว้างขวาง แพตเทิร์นชีวิตแบบเดิมที่ว่า“เรียนจบ-ทำงานบริษัท-แต่งงาน-มีลูก”ได้ถูกทลายลงแล้ว เทคโนโลยีเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มีทางเลือกที่หลากหลาย คุณสามารถเป็น YouTuber, KOL หรือจะเป็นพนักงานออฟฟิศควบคู่กับการลงทุนก็ได้ มีสิทธิ์เต็มที่ในการ“ออกแบบชีวิต”(Life Design) ในแบบที่ตัวเองต้องการ
ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปไกลแค่ไหน หรือโลกจะหมุนเร็วเพียงใด หัวใจสำคัญของการใช้ชีวิตยังคงอยู่ที่ตัวเรา ในโลกยุคใหม่ที่โอกาสเปิดกว้างอย่างมากมาย สิ่งเดียวที่ต้องทำคือการตั้งเป้าหมายให้ชัด แล้วสู้ไปกับการ Integrate ชีวิตและการทำงานในแบบฉบับของตัวเอง





