ข้อมูลจากกรมประมงระบุว่า การส่งออกกุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ของไทยในช่วงปี (ม.ค.-ส.ค.)2569 ยังเผชิญแรงกดดัน โดยปริมาณส่งออกรวมอยู่ที่ 72,357 ตัน ลดลง 4.02% ขณะที่มูลค่าอยู่ที่ 23,147 ล้านบาท ลดลง 5.77% เมื่อเทียบกับช่วงอ้างอิงของรายงาน แม้มูลค่าจะหดตัวน้อยกว่าปริมาณ แต่ภาพรวมชี้ว่ารายได้จากการส่งออกยังอ่อนแรง
สินค้าหลักคือกุ้งขาวแวนนาไม ซึ่งมีปริมาณส่งออก 48,221 ตัน มูลค่า 16,076 ล้านบาท รองลงมาคือกุ้งน้ำเย็นและกุ้งอื่น ๆ ปริมาณ 15,842 ตัน มูลค่า 4,481 ล้านบาท และกุ้งกุลาดำ ปริมาณ 8,294 ตัน มูลค่า 2,590 ล้านบาท
สำหรับตลาดสหรัฐไทยส่งออกกุ้ง 16,911 ตัน เพิ่มขึ้น 2.03% คิดเป็นมูลค่า 203 ล้านดอลลาร์เพิ่มขึ้น 11.13% ส่วนแบ่งตลาดไทยในตลาดสหรัฐอยู่ที่ 4.53% ขณะที่คู่แข่งรายใหญ่ ได้แก่ เอกวาดอร์และอินเดีย ซึ่งมีส่วนแบ่ง 32.30% และ 31.32% ตามลำดับ
ตัวเลขดังกล่าวบ่งชี้ว่า แม้การส่งออกกุ้งไทยโดยรวมจะลดลง แต่ตลาดสหรัฐยังช่วยพยุงรายได้ อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีส่วนแบ่งตลาดต่ำกว่าผู้ส่งออกรายใหญ่ จึงยังมีพื้นที่ให้ขยายตลาดได้อีก
สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ หรือ USTR เผยแพร่ข้อมูลถึง เดือนแห่งการเฉลิมฉลองอาหารทะเลแห่งชาติ โดยทำเนียบขาวได้เปิดตัว “ยุทธศาสตร์อาหารทะเลอเมริกาต้องมาก่อน” หรือ America First Seafood Strategy เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมประมงของสหรัฐด้วยการขจัดอุปสรรคทางการค้าจากต่างประเทศและเปิดตลาดใหม่ให้ชาวประมงอเมริกัน
สาระสำคัญระบุว่า ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ การส่งออกอาหารทะเลของสหรัฐมีมูลค่าถึง 5.53 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 เพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบกับปี 2567 การขยายตัวทางการค้าที่ดีดังกล่าวยังไม่รวมทิศทางที่คู่ค้าหลายประเทศให้คำมั่นว่าจะยกเลิกอุปสรรคทางการค้าที่บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของสหรัฐในตลาดโลก ดังนั้นการส่งออกอาหารทะเลของสหรัฐยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปี 2569 นี้
คว้าชัยชนะต่อเนื่อง
USTR ยังระบุว่า รัฐบาลทรัมป์ยังคงผลักดันให้คู่ค้าสำคัญรับพันธกรณีใหม่และบังคับใช้พันธกรณีเดิม เพื่อปราบปรามการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU) ป้องกันการใช้แรงงานบังคับในทะเลหลวง และจัดการกับเงินอุดหนุนประมงที่เป็นอันตราย ตลอดจนแนวปฏิบัติอื่น ๆ ที่บิดเบือนตลาดและทำลายอุตสาหกรรมอาหารทะเลของสหรัฐ
ทั้งนี้ ไต้หวันให้คำมั่นว่าเงินอุดหนุนประมงจะไม่ส่งเสริมให้เกิดกำลังการประมงส่วนเกินและการทำประมงเกินขนาด รวมถึงจัดการกับการละเมิดสิทธิแรงงานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลบนเรือประมงพาณิชย์ โดยคำมั่นนี้ระบุไว้ในความตกลงการค้าต่างตอบแทนที่สหรัฐมีกับไต้หวัน
ด้านอาร์เจนตินา บังกลาเทศ เอกวาดอร์ และอินโดนีเซีย ให้คำมั่นว่าจะปราบปรามการทำประมง IUU ป้องกันการค้าผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการทำประมง IUU และจัดการกับเงินอุดหนุนประมงที่เป็นอันตรายผ่านการใช้ระบบบริหารจัดการประมงที่เข้มแข็ง ตามความตกลงการค้าต่างตอบแทนที่ประเทศต่างๆ ระบุไว้
นอกจากนี้ USTR ยังระบุอีกว่า จะยังคงหารือและติดตามอย่างใกล้ชิดว่าเม็กซิโกปฏิบัติตามพันธกรณีด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการประมงภายใต้ความตกลงสหรัฐ–เม็กซิโก–แคนาดา (USMCA) อย่างไร ซึ่งรวมถึงพันธกรณีในการป้องกันการทำประมงผิดกฎหมายในบริเวณตอนบนของอ่าวแคลิฟอร์เนีย
ชาวประมงอเมริกันกำลังเสียเปรียบ
“สหรัฐเป็นผู้นำระดับโลกด้านการบริหารจัดการประมงอย่างรับผิดชอบและอาหารทะเลที่ยั่งยืน การประมงของสหรัฐ ได้รับการติดตามตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์และบังคับใช้กฎหมายภายใต้มาตรฐานความยั่งยืนระดับชาติ 10 ข้อ ขณะที่อาหารทะเลจากต่างประเทศที่จับมาอย่างผิดกฎหมายและได้รับเงินอุดหนุนจำนวนมาก รวมถึงอาหารทะเลที่จับโดยใช้แรงงานบังคับบนเรือประมง กำลังทำให้ชาวประมงอเมริกันที่ปฏิบัติตามกฎระเบียบเสียเปรียบ”
ในแต่ละปี ความเสียหายทั่วโลกจากการทำประมง IUU มีมูลค่าประมาณ 50,000 ล้านดอลลาร์โดยอุตสาหกรรมของสหรัฐ ต้องแบกรับภาระทางการเงินส่วนใหญ่ ดังนั้นในยุทธศาสตร์อาหารทะเลอเมริกาต้องมาก่อน USTR จึงมุ่งเน้นถึงอุปสรรคทางการค้าจากต่างประเทศและเงินอุดหนุนที่บิดเบือนตลาด ซึ่งยังคงจำกัดโอกาสของผู้ผลิตอาหารทะเลสหรัฐในตลาดส่งออกสำคัญๆ
USTR ยังชี้อีกว่า ในส่วนญี่ปุ่นที่เรียกเก็บภาษีศุลกากรสูงสุด 10% และบังคับใช้โควตานำเข้า นั้นได้ทำให้ผู้ส่งออกอเมริกันเสียเปรียบเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าถึงตลาด
ขณะที่ ระบบ CATCH ของสหภาพยุโรปกำหนดให้ชาวประมงสหรัฐต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านเอกสารและการรายงานที่สร้างภาระสูง แม้ว่าสหรัฐจะมีระบบบริหารจัดการและบังคับใช้กฎหมายประมงที่เข้มแข็ง รวมถึงมาตรการป้องกันการทำประมง IUU
ด้านโครงการเงินอุดหนุนประมงขนาดใหญ่ของอินเดียและแนวปฏิบัติด้านการทำประมง IUU ของเวียดนาม ก็ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชาวประมงและห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐโดยมีการส่งออกอาหารทะเลเข้าสหรัฐในราคาต่ำกว่าราคาตลาด
ให้ชาวประมงอเมริกันมาก่อน
ดังนั้น นโยบายการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์จะเดินหน้าขยายการเข้าถึงตลาดสำหรับอาหารทะเลที่จับได้ในสหรัฐซึ่งมีปริมาณ 8,400 ล้านปอนด์ต่อปี และคุ้มครองงาน 1.7 ล้านตำแหน่งในอุตสาหกรรมอาหารทะเลของสหรัฐ
“อนาคตของอาหารทะเลในสหรัฐ จะสร้างขึ้นโดยชาวประมง แรงงาน และอุตสาหกรรมของอเมริกา ไม่ใช่การนำเข้าอาหารทะเลจากต่างประเทศที่จับมาอย่างผิดกฎหมายและได้รับเงินอุดหนุนจำนวนมาก”
ทั้งนี้ USTR จะร่วมมือกับหน่วยงานรัฐบาลกลางอื่น ๆ ใช้การเจรจาและเครื่องมือบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดตลาดใหม่ให้สินค้าส่งออกของสหรัฐ และขจัดอุปสรรคทางการค้าจากต่างประเทศที่บิดเบือนการค้าอาหารทะเลและทำให้ชาวประมงสหรัฐเสียเปรียบ





