รัฐบาลสั่งชะลอขึ้นทะเบียน 'บัญชีนวัตกรรมไทย' บี้สำนักงบฯ-อว.-คลัง รื้อใหญ่ใน 60 วัน หลังพบปมจัดซื้อกระจุกตัว เสี่ยงเอื้อประโยชน์รายเดียว-ขัดหลักการสากล OECD - WTO
KEY POINTS
- คณะรัฐมนตรีมีมติให้ชะลอการพิจารณาและประกาศบัญชีนวัตกรรมไทย เพื่อทบทวนกระบวนการและหลักเกณฑ์ทั้งหมด
- สาเหตุหลักมาจากการจัดซื้อจัดจ้างที่ผ่านมาพบปัญหาการกระจุกตัวในผลิตภัณฑ์กลุ่มเดิม และสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการจัดซื้อลดลง
- มีข้อกังวลว่ามาตรการอาจสร้างความเสี่ยงต่อการผูกขาด ขาดความโปร่งใส และอาจขัดต่อหลักการจัดซื้อจัดจ้างสากลของ OECD และ WTO
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า เมื่อไม่นานมานี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบให้ทบทวนการจัดทำบัญชีนวัตกรรมไทย โดยให้สำนักงบประมาณ ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ชะลอการพิจารณาจัดทำและประกาศบัญชีนวัตกรรมไทย โดยให้ทบทวนกระบวนการ ตรวจสอบคุณสมบัติ ตรวจสอบราคา จัดทำและประกาศบัญชีนวัตกรรมไทย ให้ครอบคลุมหลักเกณฑ์และสิทธิ ประโยชน์ รวมทั้งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ
ทั้งนี้ ครม. ได้มอบหมายให้สำนักงบประมาณเป็นเจ้าภาพหลักร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และสำนักงานนวัตกรรม แห่งชาติ (องค์การมหาชน)) กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาทบทวนการจัดทำบัญชีนวัตกรรมไทย โดยให้สรุปผลการพิจารณา และส่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 60 วัน ก่อนเสนอครม.ต่อไป
โดยสำนักงบประมาณ แจ้งว่า ที่ผ่านมาได้เริ่มประกาศบัญชีนวัตกรรมไทยฉบับแรกเมื่อเดือนมกราคม 2559 และดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงเดือนกันยายน 2569 โดยได้ประกาศบัญชีนวัตกรรมไทยแล้วทั้งสิ้น 115 ฉบับ รวม 940 ผลงาน มีผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ครบกำหนดอายุสิทธิการขึ้นทะเบียนในบัญชีฯ 396 ผลงาน 3 รายการ
มีผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ได้รับการทบทวน สิทธิการขึ้นทะเบียนฯ (กรณีครบกำหนดอายุสิทธิฯ แล้ว) 26 ผลงาน และมีการยกเลิกการขึ้นบัญชีฯ 3 ผลงาน ปัจจุบันคงเหลือผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่อยู่ในบัญชีฯ 567 ผลงาน
สำหรับการจัดซื้อจัดจ้างผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 - 2567 จากผลการดำเนินงานและผลการจัดซื้อจัดจ้างที่ผ่านมา พบว่ามีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับมาตรการในการส่งเสริมผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมที่ขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทยเพื่อให้เข้าสู่ตลาดภาครัฐ โดยสรุปได้ 5 ประเด็น คือ
1.ประสิทธิผลของมาตรการ จากข้อมูลผลการจัดซื้อจัดจ้างที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า แม้มูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างผลิตภัณฑ์และบริการนวัตกรรมจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่สัดส่วนผลิตภัณฑ์ฯ ที่ได้รับการจัดซื้อจัดจ้างเมื่อเทียบกับจำนวนผลงานที่ขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทยกลับลดลง และการจัดซื้อจัดจ้างส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวในกลุ่มผลิตภัณฑ์เดิม
2.ความซ้ำซ้อนกับระบบอื่น ผลิตภัณฑ์ฯ ที่ขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทยอาจมีความซ้ำซ้อนกับระบบหรือมาตรฐานอื่นที่มีอยู่แล้ว เช่น ราคากลางยา บัญชีรายการครุภัณฑ์ทางการแพทย์ บัญชีบริการดิจิทัล และราคาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร เป็นต้น
3.การตรวจสอบราคา เนื่องจากผลิตภัณฑ์ฯ มีความหลากหลายและมีคุณลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ทั่วไป โดยบางกรณีผู้ประกอบการมีการจ้างผลิตหรือนำเข้าวัตถุดิบหลักจากต่างประเทศ หรือมีต้นทุนค่าวิเคราะห์ วิจัย ตรวจสอบคุณภาพ และกำไรค่อนข้างสูง หรือเมื่อมีผู้แทนจำหน่ายจะมีต้นทุนเพิ่มเติมสำหรับผู้แทนจำหน่ายด้วย ส่งผลให้การตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนและการเปรียบเทียบราคากับผลิตภัณฑ์อื่นดำเนินการได้ยาก
4.การแข่งขันและความโปร่งใส ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ สะท้อนประเด็นความเสี่ยงต่อการผูกขาดการแข่งขันไม่เป็นไปตามกลไกการตลาด การเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ขายรายใดรายหนึ่งโดยเฉพาะ และขาดการติดตามและประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ
5.ความสอดคล้องกับหลักการสากล หลักการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของ OECD และความตกลงว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐของ WTO ให้ความสำคัญกับการไม่เลือกปฏิบัติ ความโปร่งใส ความเป็นธรรม การเปิดตลาด และการแข่งขัน โดยการใช้มาตรการสนับสนุนนวัตกรรมควรคำนึงถึงความคุ้มค่าและผลกระทบต่อการแข่งขัน
6. ข้อร้องเรียนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีกรณีที่นำรายการในบัญชีนวัตกรรมไทยไปกำหนดในแบบรูปรายการงานก่อสร้าง ส่งผลต่อการส่งมอบงานตามสัญญา แต่คู่สัญญาซึ่งมิใช่ผู้จำหน่ายหรือผู้แทนจำหน่ายไม่สามารถจัดหาสินค้าได้





