วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

ไทม์ไลน์โอน 'รถไฟฟ้าสีเขียว' กทม.คาดเซฟงบปีละ 5.7 พันล้าน

กทม.เปิดไทม์ไลน์โอน “รถไฟฟ้าสายสีเขียว” ให้ รฟม.บริหารเบ็ดเสร็จรายเดียว ล่าสุดอยู่ในขั้นตอนอัยการสูงสุดตรวจร่าง MOU ปักหมุดลงนามโอนสิทธิแล้วเสร็จ ม.ค.นี้ ระบุผลบวกประชาชนได้ประโยชน์จากการเดินหน้า “ตั๋วร่วม” ไม่เสียค่าแรกเข้าเปลี่ยนสาย ค่าโดยสารไม่เดิน 45 บาทต่อเที่ยว ขณะที่ กทม.เซฟงบอุดหนุนปีละ 5.7 พันล้านบาท

KEY POINTS

  • เปิดไทม์ไลน์โอนสิทธิบริหาร "รถไฟฟ้าสายสีเขียว" กทม. และ รฟม. อยู่ระหว่างรอสำนักงานอัยการสูงสุดตรวจร่าง MOU เพื่อลงนามให้ รฟม. เข้าบริหารภายในเดือน ม.ค. 2570
  • ระบุการโอนโครงการจะช่วยให้ กทม. ประหยัดงบประมาณที่ต้องใช้อุดหนุนส่วนขาดทุน ซึ่งคาดว่าในปีนี้จะสูงถึงประมาณ 5,700 ล้านบาท
  • ขณะที่เป้าหมายของการโอน คือการบริหารรถไฟฟ้าแบบองค์รวม (Single Ownership) เพื่อปรับลดอัตราค่าโดยสาร และยกเลิกการเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน ลุยนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17 - 45 บาทต่อเที่ยว 

การปรับโครงสร้างระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เพื่อจัดทำอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17 – 45 บาทต่อเที่ยว และไม่จัดเก็บค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน รัฐบาลจึงตั้งเป้าโอนย้ายโครงการ “รถไฟฟ้าสายสีเขียว” จากกรุงเทพมหานคร (กทม.) ให้ไปอยู่ภายใต้การดูแลของการไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อบริหารรถไฟฟ้าแบบ Single Ownership หรือการบริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าแบบองค์รวม

ขณะที่ความคืบหน้าของการดำเนินงานล่าสุด “วิศณุ ทรัพย์สมพล” รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า กระบวนการโอนย้ายโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ขณะนี้ กทม. และ รฟม. ได้ร่วมกันจัดทำร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) การโอนโครงการ ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการกฎหมายและคณะกรรมการขับเคลื่อนเรียบร้อยแล้ว

สถานะปัจจุบัน ร่าง MOU อยู่ระหว่างการพิจารณาตรวจร่างโดย สำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งเมื่อสำนักงานอัยการสูงสุดตรวจร่างและเห็นชอบแล้ว ทั้งสองหน่วยงานจะลงนาม MOU ร่วมกัน โดยมีกำหนด รฟม.รับสิทธิบริหารจัดการโครงการในเดือน ม.ค.2570

ไทม์ไลน์โอน 'รถไฟฟ้าสีเขียว' กทม.คาดเซฟงบปีละ 5.7 พันล้าน

ซึ่งภายหลัง รฟม.เข้ามารับสิทธิดังกล่าว จะรับรายได้และรับผิดชอบภาระค่าใช้จ่ายในการจ้างเดินรถแทน กทม. ทันที ส่วนการโอนทรัพย์สิน รฟม. จะเสนอขอจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาล เพื่อชำระค่าตอบแทนและภาระทางการเงิน คืนให้แก่ กทม. ตามตัวเลขงบการเงินที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้การรับรอง

ส่วนผลการดำเนินงานบริหารรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่ง กทม.รับผิดชอบรายรับและรายจ่าย ช่วงส่วนต่อขยาย 1 และส่วนต่อขยาย 2 พบว่ามีรายรับต่ำกว่าค่าใช้จ่ายในการเดินรถ ส่งผลให้ กทม. ต้องนำเงินงบประมาณของตนเองไปอุดหนุนส่วนขาดดุลเฉลี่ย เดือนละประมาณ 400 กว่าล้านบาท ถึงเกือบ 500 ล้านบาท สำหรับปีนี้ คาดการณ์ว่า กทม. ต้องใช้เงินอุดหนุนสูงถึง ประมาณ 5,700 ล้านบาท และมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นทุกปี

ไทม์ไลน์โอน 'รถไฟฟ้าสีเขียว' กทม.คาดเซฟงบปีละ 5.7 พันล้าน

ดังนั้น ผลลัพธ์ทางการเงิน เมื่อมีการโอนโครงการให้ รฟม. จะช่วยยุติภาระการออกเงินอุดหนุนส่วนขาดดุลนี้ ทำให้ กทม. สามารถนำงบประมาณปีละหลายพันล้านบาทที่ประหยัดได้ ไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค และบริการสาธารณะด้านอื่นเพื่อประโยชน์ของชาวกรุงเทพฯ ได้อย่างเต็มที่

เช่นเดียวกับผลลัพธ์และประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ เมื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารจัดการไปสู่การเป็น Single Operator โดยให้ รฟม. เป็นหน่วยงานภาครัฐหลักในการกำกับดูแลรถไฟฟ้าทุกสาย จะส่งผลดีต่อผู้ใช้บริการโดยตรง อาทิ

ไทม์ไลน์โอน 'รถไฟฟ้าสีเขียว' กทม.คาดเซฟงบปีละ 5.7 พันล้าน

อัตราค่าโดยสารที่ถูกลง : เพราะรัฐบาลสามารถกำหนดโครงสร้างอัตราค่าโดยสารได้อย่างเป็นอิสระ ช่วยให้ประชาชนได้ใช้บริการในอัตราค่าโดยสารที่ปรับลดลง

ยกเลิกค่าแรกเข้าซับซ้อน : ซึ่งเป็นปัญหากระทบโครงสร้างราคาจากการคิดค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนจะหมดไปเมื่อเดินทางเชื่อมต่อ

เชื่อมต่อตั๋วร่วมเป็นรูปธรรม : เอื้อต่อการผลักดันนโยบายตั๋วร่วม (Common Ticket) และอัตราค่าโดยสารร่วม (Common Fare) ให้เกิดขึ้นจริงอย่างสะดวกสบายระหว่างสายรถไฟฟ้าต่างๆ