สำรวจ 2 โครงการใหม่ "กรมสรรพสามิต" ยื่นขอเงินกู้รวม 1.2 หมื่นล้านบาท สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านยานพาหนะบนท้องถนนสู่พลังงานสะอาด ผ่านโครงการ "รถเก่าแลกรถกระบะใหม่" และโครงการอุดหนุนมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า วงเงินโครงการละ 6 พันล้านบาท
KEY POINTS
- กรมสรรพสามิตเตรียมเสนอ 2 โครงการใหม่ ขอเงินกู้รวม 1.2 หมื่นล้านบาท เพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์พลังงานสะอาด
- โครงการแรกคือ "รถเก่าแลกรถกระบะใหม่" ใช้งบ 6 พันล้านบาท สนับสนุนให้ประชาชนเปลี่ยนรถเก่าเป็นรถกระบะไฟฟ้า (EV) หรือรถที่รองรับน้ำมันดีเซล B20
- อีกโครงการคือการส่งเสริมการใช้ "มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า" ใช้งบ 6 พันล้านบาท โดยให้เงินอุดหนุนผู้ซื้อโดยตรง มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศเท่านั้น
ทิศทางนโยบายของภาครัฐในการเดินหน้าสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานเริ่มชัดเจนมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากหลายโครงการที่จ่อเสนอต่อคณะอนุกรรมการกลั่นกรองภายใต้ พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ ในส่วนวงเงินก้อนหลัง 200,000 ล้านบาทเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
เริ่มจากนโยบายโซลาร์ภาคประชาชน ซึ่งเปิดให้ลงทะเบียนตั้งแต่ 27 ต.ค. 2569 มาจนถึงนโยบายล่าสุดที่ผลักดันการเปลี่ยนผ่านยานพาหนะบนท้องถนนสู่ยานยนต์ไฟฟ้าในทุกประเภท ตั้งแต่รถยนต์ รถกระบะ และมอเตอร์ไซค์ ไปจนถึงรถบรรทุก และรถขนส่งสาธารณะอย่างรถเมล์ รถตู้ และรถแท็กซี่
ในเรื่องนี้ นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรมสรรพสามิตเตรียมเสนอ 2 โครงการใหม่ วงเงินกู้รวมราว 12,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการละ 6,000 ล้านบาท โครงการแรกคือโครงการรถเก่าแลกรถกระบะใหม่ ซึ่งตั้งเป้าเปลี่ยนรถเก่ามาเป็นรถกระบะไฟฟ้าหรือรถกระบะที่รองรับน้ำมันดีเซล B20 ราว 150,000 คัน
ส่วนอีกโครงการหนึ่งคือโครงการส่งเสริมการใช้รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ซื้อรถที่ผลิตในประเทศ เบื้องต้นตั้งเป้าไว้หลักแสนคัน ทั้งสองโครงการมีเป้าหมายเพื่อเป็นกลไกเร่งลดมลพิษทางอากาศ (PM2.5) ลดคาร์บอน และขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่สังคมพลังงานสะอาด
ขั้นตอนต่อจากนี้ หากโครงการดังกล่าวผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ แล้ว จะต้องเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือบอร์ด EV ให้ความเห็นชอบ จากนั้นจึงส่งเรื่องให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาต่อไป
ระหว่างนี้ กรมสรรพสามิตได้เตรียมจัดทำระบบเบิกจ่ายเงินกู้และออกข้อกฎหมายรองรับควบคู่กันไป เพื่อให้ดำเนินโครงการและกระจายสิทธิประโยชน์ถึงมือประชาชนได้อย่างรวดเร็วทันทีที่ ครม. อนุมัติ
“เป้าหมายของกรมสรรพสามิตคือการใช้เครื่องมือทั้งหมดที่เรามี ทั้งนโยบายภาษีและนโยบายการสนับสนุนทางการเงิน ช่วยทำให้สภาพอากาศในประเทศไทยและความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนดีขึ้น … เราอยากให้มองบนถนนแล้วมันเปลี่ยน ตามชื่อ พ.ร.ก. คือ เงินกู้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน”
โครงการรถเก่าแลกรถกระบะใหม่
สำหรับรายละเอียดของโครงการรถเก่าแลกรถกระบะใหม่ ซึ่งกำหนดวงเงินไว้ที่ 6,000 ล้านบาท มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนนำรถยนต์ 4 ล้อเก่าทุกประเภท ทั้งรถเก๋ง รถกระบะ และรถตู้ที่ใช้งานบนท้องถนนมาเป็นเวลานาน มาแลกซื้อรถกระบะใหม่
ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการจะต้องถอดทะเบียนและยกเลิกการใช้รถยนต์คันเก่าอย่างเด็ดขาด เพื่อให้สิ้นสภาพการเป็นยานพาหนะบนท้องถนน และป้องกันไม่ให้ซากรถเก่าหมุนเวียนกลับมาใช้งานได้อีก อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคยังสามารถนำซากรถไปจำหน่ายให้แก่โรงงานรีไซเคิลซากยานยนต์ที่ได้รับใบอนุญาต (รง. 105) เพื่อขายเป็นเศษเหล็กและชิ้นส่วนตามกลไกตลาด
ส่วนรถกระบะใหม่ที่จะได้รับสิทธินั้น จะต้องเป็นรถกระบะไฟฟ้า (EV) หรือรถกระบะที่รองรับน้ำมันดีเซล B20 ซึ่งถือเป็นพลังงานสะอาด ทั้งยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านแบบผสมผสานหรือ Multi Pathway ที่มุ่งรักษาสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการรักษาฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมรถกระบะไทย ซึ่งเป็นสินค้าแชมเปียนของประเทศ
ในมิติด้านสิทธิประโยชน์และการเงิน กรมสรรพสามิตได้ประเมินเงินอุดหนุนจากภาครัฐเบื้องต้นไว้ที่ประมาณ 40,000 บาทต่อคัน คาดว่าจะรองรับรถกระบะใหม่ได้ประมาณ 150,000 คัน
นายพรชัยกล่าวต่อไปว่า เมื่อรวมเงินอุดหนุนจากรัฐ ส่วนลดจากค่ายรถยนต์ที่เข้าร่วมโครงการ และรายได้จากการขายซากรถเก่าเข้าด้วยกัน ประชาชนจะได้รับสิทธิประโยชน์ถึง 3 ต่อ
นอกจากนี้ โครงการยังได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน และบริษัทไฟแนนซ์เอกชน ที่จะเข้ามาร่วมบริหารจัดการระบบเงินหมุนเวียนและระบบสินเชื่อที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้ประชาชนและเกษตรกรซื้อรถกระบะใหม่ได้ง่ายยิ่งขึ้น
โครงการส่งเสริมการใช้รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า
อีกด้านหนึ่ง โครงการส่งเสริมการใช้รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า วงเงิน 6,000 ล้านบาท จะให้เงินอุดหนุนแก่ผู้ซื้อโดยตรง โดยที่ประชาชนไม่ต้องนำรถเก่ามาแลก และมีเป้าหมายครอบคลุมมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าหลักแสนคัน
ทั้งนี้ มีเงื่อนไขสำคัญคือ รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่เข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นรุ่นที่ผลิตขึ้นในประเทศไทยเท่านั้น เพื่อส่งเสริมการลงทุนและปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ ขณะเดียวกัน จะไม่มีการกำหนดเงื่อนไขห้ามซื้อขายหรือเปลี่ยนมือ เพื่อมุ่งเพิ่มสัดส่วนมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ใช้งานจริงบนท้องถนน
นอกจากนี้ ยังมีกลไกจากสถาบันการเงินและบริษัทไฟแนนซ์คอยสนับสนุนสินเชื่อแบบผ่อนชำระ เพื่อกระจายโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงยานพาหนะไฟฟ้าได้อย่างแพร่หลาย
'ปลัดคลัง' แง้มแผนเปลี่ยนผ่านพาหนะทั้งระบบ วางเงื่อนไข B20 ตอบโจทย์พลังงาน
ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าในการขับเคลื่อนนโยบายเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยสู่พลังงานสะอาดว่า ขณะนี้กรมสรรพสามิตเตรียมเสนอโครงการเปลี่ยนผ่านยานพาหนะสำคัญเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ หลังบอร์ดกลั่นกรองปิดรับข้อเสนอโครงการเมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ เป้าหมายหลักของกระทรวงการคลังคือการสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนและผู้ประกอบการเปลี่ยนยานพาหนะเก่าที่สร้างมลพิษไปสู่ยานยนต์พลังงานสะอาดอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรม
ในส่วนของโครงการรถเก่าแลกรถกระบะใหม่ ซึ่งมุ่งเน้นกลุ่มรถกระบะและรถขนส่งเป็นอันดับแรกนั้น รัฐบาลได้กำหนดให้ผู้ครอบครองรถกระบะเก่าที่มีอายุการใช้งาน 15 ปีขึ้นไป สามารถนำรถเข้าร่วมโครงการเพื่อเปลี่ยนเป็นรถกระบะใหม่ได้
อย่างไรก็ดี เนื่องจากรถกระบะและรถขนส่งเชิงพาณิชย์ในปัจจุบันยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นระบบไฟฟ้า (EV) ได้ทั้งหมดในทันที รถใหม่ที่เข้าร่วมโครงการจึงต้องรองรับพลังงานสะอาด โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 ซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐบาลอุดหนุนและสนับสนุนราคาอยู่แล้ว โดยจะให้ผู้ผลิตรถยนต์จัดทำรุ่นที่รองรับ B20 เข้าร่วมโครงการ
“รถใหม่ที่เราต้องการจะเปลี่ยน ต้องเข้าเงื่อนไขการใช้น้ำมันที่เน้นไปที่ B20 มากขึ้น เพราะถึงแม้ปัจจุบันรถกลุ่มนี้จะยังเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าไม่ได้ แต่ก็ต้องตอบโจทย์เรื่องพลังงานสะอาด อย่างน้อยก็ต้องเปลี่ยนผ่านไปใช้ B20 ที่เป็นนโยบายของรัฐบาล”
นอกจากนี้ รถเก่าที่นำมาแลกจะต้องถูกนำไปทำลายและรีไซเคิลภายในประเทศทั้งหมด ผ่านโรงงานรีไซเคิลมาตรฐานที่รองรับได้หลักหมื่นคันต่อปี เพื่อตัดวงจรไม่ให้ซากรถเก่าหมุนเวียนกลับมาวิ่งบนท้องถนนอีก
ส่วนประเด็นความห่วงใยเรื่องหนี้ครัวเรือนจากการซื้อรถใหม่ นายลวรณชี้แจงว่า การเปลี่ยนรถเก่าเป็นรถใหม่ถือเป็นการลงทุนระยะยาวที่คุ้มค่า เพราะใช้งานต่อเนื่องได้อีก 15 ปี อีกทั้งยังช่วยลดภาระค่าซ่อมบำรุงรถเก่า
ขณะเดียวกัน จะมีกลไกทางการเงินและการค้ำประกันสินเชื่อจากบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการและประชาชนที่ต้องการกู้เงินเปลี่ยนรถ เพื่อให้เข้าถึงสินเชื่อได้อย่างเหมาะสม
ท้ายที่สุด นอกจากโครงการของกรมสรรพสามิตแล้ว นายลวรณยังกล่าวถึงโครงการเปลี่ยนผ่านยานพาหนะอื่น ๆ เช่น รถบรรทุกและรถสาธารณะ อาทิ รถประจำทาง รถแท็กซี่ และรถตู้ ซึ่งอยู่ระหว่างเสนอให้คณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ พิจารณา แม้จะยังไม่ได้ให้รายละเอียดที่แน่ชัดเรื่องกรอบวงเงินและเงื่อนไขการอุดหนุน





