วันศุกร์ ที่ 6 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

พาณิชย์ ยันสินค้าไม่ขาดแคลน รับมือ 'กระเป๋าต้องรอด 72 ชั่วโมง'

กรมการค้าภายในประสานห้างค้าปลีก ค้าส่งเตรียมสินค้าให้เพียงพอ หลังพบประชาชน ซื้อข้าวสาร นม น้ำดื่ม อาหารกระป๋องเพิ่มขึ้น รับมือภัยพิบัติ สั่งห้างเติมสต็อกต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้า “ธงฟ้าสู้ภัยน้ำท่วม” ลดค่าครองชีพ 20.22 ล้านบาท เตรียมจัดเมกะเซลล์รับปีใหม่

KEY POINTS

  • กรมการค้าภายในยืนยันสินค้าอุปโภคบริโภคมีเพียงพอ ไม่ขาดแคลน เพื่อรองรับการรณรงค์เตรียม “กระเป๋าต้องรอด 72 ชั่วโมง”
  • พบสัญญาณการซื้อสินค้าจำเป็นเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 5-15% เช่น ข้าวสาร น้ำดื่ม และอาหารกระป๋อง แต่ยังไม่ถือเป็นภาวะน่ากังวล
  • ได้กำชับห้างค้าปลีกและผู้ผลิตให้เตรียมสต็อกสินค้าให้เพียงพอ พร้อมขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก เนื่องจากเป็นมาตรการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติเท่านั้น

นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากกรณีที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) รณรงค์ให้ประชาชนจัดเตรียม “กระเป๋าต้องรอด 72 ชั่วโมง” หรือชุดสิ่งของจำเป็นสำหรับดำรงชีพในช่วง 3 วัน เพื่อรับมือเหตุฉุกเฉินหรือภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นนั้น กรมการค้าภายในได้ประชุมร่วมกับผู้ประกอบการห้างค้าส่งค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ ห้างท้องถิ่น และผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ เพื่อประเมินสถานการณ์การซื้อสินค้าและความพร้อมของระบบการผลิตและกระจายสินค้า

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการรายงานว่า ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มพบสัญญาณการซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นในหลายรายการ เฉลี่ยประมาณ 5-10% โดยข้าวสารมียอดขายเพิ่มขึ้น 5% นมและน้ำดื่มเพิ่มขึ้น 15% ส่วนอาหารกระป๋องเพิ่มขึ้นกว่า 5% อย่างไรก็ตาม ปริมาณการซื้อที่เพิ่มขึ้นยังไม่สูงมากนัก และอาจมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย เนื่องจากเป็นช่วงปลายเดือนที่ประชาชนได้รับเงินเดือน รวมถึงมีการใช้จ่ายผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

กรมจึงได้กำชับห้างค้าส่ง ค้าปลีกให้เตรียมสินค้าสำรอง (เซฟตี้สต็อก) ให้เพียงพอกับความต้องการ พร้อมเร่งเติมสินค้าบนชั้นวางอย่างต่อเนื่อง ไม่ให้เกิดภาวะสินค้าขาดตลาด ขณะที่ผู้ผลิตและผู้จัดส่งสินค้าก็เตรียมความพร้อมทั้งด้านการผลิตและการกระจายสินค้าแล้ว

“ขอให้ประชาชนตระหนักแต่อย่าตระหนก สามารถเบาใจได้ว่าสินค้าอุปโภคบริโภคมีเพียงพอ ส่วนการเตรียมกระเป๋าต้องรอด 72 ชั่วโมง เป็นมาตรการสร้างความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติตามมาตรฐานสากล ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีสถานการณ์รุนแรง กรมจะติดตามและดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป” นายวัฒนศักย์กล่าว

นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังได้หารือถึงความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อระบบจัดเก็บและกระจายสินค้า รวมถึงกรณีการโจมตีระบบตู้แช่หรือระบบควบคุมความเย็นที่มีรายงานเกิดขึ้นในต่างประเทศ โดยจากการหารือกับผู้ประกอบการยังไม่พบสัญญาณความผิดปกติหรือการโจมตีในลักษณะดังกล่าว ทั้งนี้ ได้ขอให้ผู้ประกอบการติดตามความเสี่ยงและเตรียมมาตรการรองรับ เพื่อให้ระบบการจัดเก็บและกระจายสินค้าสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับสถานการณ์ราคาสินค้าในประเทศ พบว่า ราคาสินค้ากลุ่มเนื้อสัตว์ส่วนใหญ่ยังทรงตัว โดยสุกรมีชีวิตอยู่ที่ 69.90 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) หมูเนื้อแดงไม่แต่ง ราคา 134.56 บาทต่อกก. ส่วนเนื้อไก่น่อง-สะโพกอยู่ที่ 90.56 บาทต่อกก. เนื้อน่อง 89.38 บาทต่อกก. และเนื้ออก 85.50 บาทต่อกก. ขณะที่ไข่ไก่คละ ราคา 4 บาทต่อฟอง ส่วนไข่ไก่เบอร์ 3 มีแนวโน้มปรับลดลง

ด้านราคาสัตว์น้ำ ปลานิลอยู่ที่ 78.40 บาทต่อกก. ปลาทับทิม 113 บาทต่อกก. ปลาดุก (บิ๊กอุย) 70.30 บาทต่อกก. และกุ้งขาวขนาด 70 ตัวต่อกก. ราคา 194 บาท

ส่วนผักสดส่วนใหญ่มีทิศทางราคาลดลง โดยข้อมูลราคาขายส่ง ณ ตลาดสี่มุมเมือง วันที่ 6 พ.ย. 2569 พบว่า ผักบุ้งจีน ราคา 16 บาทต่อกก. ผักบุ้งไทย 14 บาทต่อกก. ผักกาดขาว (ลุ้ย) 13 บาทต่อกก. ต้นหอม 160 บาทต่อกก. ใบแมงลัก 20 บาทต่อกก. โหระพา 60 บาทต่อกก. หัวไชเท้า 20 บาทต่อกก. ถั่วฝักยาว 36 บาทต่อกก. กะหล่ำปลีเขียว 10 บาทต่อกก. พริกจินดาเขียว 34 บาทต่อกก. พริกจินดาแดง 40 บาทต่อกก. และใบกะเพรา 20 บาทต่อกก.

นายวัฒนศักย์ กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย ธงฟ้าสู้ภัยน้ำท่วม” ว่า ขณะนี้ดำเนินการจัดกิจกรรมไปแล้ว 582 ครั้ง มียอดจำหน่ายสินค้ารวม 52.54 ล้านบาท สามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนได้ 20.22 ล้านบาท โดยกรมมีแผนจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องให้ครบ 3,036 จุดทั่วประเทศ รวมถึงกรุงเทพฯ

สินค้าที่นำมาจำหน่ายครอบคลุมทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น เช่น ไข่ไก่ ข้าวสาร น้ำมันพืช น้ำตาลทราย อุปกรณ์ทำความสะอาด ตลอดจนเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าเฮาส์แบรนด์ สินค้าจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และสินค้าอัตลักษณ์ชุมชน (GI) เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าในราคาประหยัด

นอกจากนี้ กรมอยู่ระหว่างหารือกับผู้ผลิตและห้างค้าส่ง ค้าปลีก เพื่อเตรียมจัดโครงการ “ไทยช่วยไทย นิวเยียร์ เมกะเซลล์” ลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ในช่วงเทศกาลปีใหม่ หวังช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพประชาชน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมรายละเอียด หากมีความชัดเจนแล้วจะประกาศให้ทราบอีกครั้ง

ขณะเดียวกัน กรมยังเร่งดูแลตลาดผลไม้ โดยเฉพาะลำไยภาคตะวันออกนอกฤดูกาลที่เริ่มทยอยออกสู่ตลาด ด้วยการวางแผนเปิดจุดจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า ศูนย์ราชการ และองค์กรขนาดใหญ่ เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ พร้อมเชื่อมโยงการจำหน่ายผ่านตลาดกลาง ตลาดสด และร้านธงฟ้า รวมถึงประสานผู้ซื้อให้เข้ามารับซื้อผลผลิต และเปิดจุดรับซื้อลำไยในราคานำตลาด

นอกจากนี้ ยังเตรียมสนับสนุนบรรจุภัณฑ์สำหรับจำหน่ายผลผลิต โดยจัดหากล่องขนาด 10 กิโลกรัม พร้อมประสานไปรษณีย์ไทย ช่วยจัดส่ง และสนับสนุนตะกร้าขนาด 3 และ 5 กิโลกรัม เพื่อเพิ่มช่องทางให้เกษตรกรกระจายผลผลิตได้ทั้งตลาดออฟไลน์และออนไลน์