"กนอ." ปรับบทบาทเป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ช่วยผู้ประกอบการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียว รับมือการแข่งขัน
ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นิคมอุตสาหกรรมสีเขียว มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยเน้นการใช้พลังงานสะอาด ริเริ่มโครงการนำร่องที่นิคมฯ บางปู-มาบตาพุด ตั้งเป้าเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมใน 6 เดือน
ในงานสัมมนา Generating a Cleaner Future Forum 2026: Shaping the Next Growth Frontier จัดโดย บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (BIG) ภายใต้หัวข้อ Thailand Green Industry Ecosystem
นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์โลก ได้ทำให้ไทยเป็นเป้าหมายของการย้ายฐานการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) สะท้อนผ่านแนวโน้มการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมไทย ซึ่งเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยคาดว่ายอดขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมในปี 2569 จะสร้างสถิติสูงสุดใหม่ที่ราว 7,000–7,500 ไร่
ทั้งนี้ ในปัจจุบัน กนอ. กำกับดูแลนิคมอุตสาหกรรมรวม 84 แห่ง และท่าเรืออุตสาหกรรม 1 แห่ง โดยในช่วงเพียง 1 ปีที่ผ่านมา จำนวนโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากราว 5,200 แห่ง ขยับขึ้นมาเป็น 5,800 แห่ง และคาดว่าจะพุ่งทะลุ 6,000 แห่งในระยะเวลาอันใกล้นี้ ส่งผลให้มูลค่าการลงทุนรวมขยายตัวสูงถึง 13.45 ล้านล้านบาท
นอกจากนี้ ยังเห็นการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน โดยอุตสาหกรรมยานยนต์เดิมเริ่มปรับตัวสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์มุ่งสู่เซมิคอนดักเตอร์, ภาค ICT ขยายตัวสู่ดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะที่กลุ่มปิโตรเคมีในพื้นที่มาบตาพุดเริ่มปรับตัวไปสู่ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ และเทคโนโลยีดักจับและใช้ประโยชน์จากคาร์บอน (CCU)
ทั้งนี้ กนอ. มีแนวคิดยกระดับบทบาทองค์กรจากการเป็นผู้กำกับดูแลและพัฒนาพื้นที่เพียงอย่างเดียว สู่การเป็นแพลตฟอร์มผู้อำนวยความสะดวก หรือ Platform & Facilitator เพื่อช่วยภาคธุรกิจรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และสภาวะการแข่งขันที่ต้องเร่งปรับตัวสู่มาตรฐานสิ่งแวดล้อม
พร้อมเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นิคมอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อสร้างความยั่งยืนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
สำหรับด้านการจ้างงานและการปรับตัวของแรงงาน นายสุเมธ กล่าวว่า แม้ที่ผ่านมาจะมีโรงงานเข้ามาจดทะเบียนเพิ่มขึ้นกว่า 600 แห่ง แต่จำนวนการจ้างงานรวมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมยังคงทรงตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 1 ล้านคน
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่าโรงงานยุคใหม่มีการนำหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เข้ามาใช้ในการผลิตมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการแรงงานในพื้นที่ปรับเปลี่ยนทิศทางไปสู่กลุ่ม แรงงานทักษะสูง ดังนั้น กนอ. จึงไม่ได้มุ่งเน้นแค่การตั้งโรงงาน แต่เร่งสร้างระบบนิเวศ
เพื่อพัฒนาบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีดังกล่าวได้อย่างสมบูรณ์
ในส่วนของยุทธศาสตร์ระบบสาธารณูปโภคสีเขียว กนอ. ได้เร่งวางนโยบายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยมุ่งเน้นไปที่ภาคพลังงานซึ่งเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนสูงถึง 66%
กนอ. จึงร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), กระทรวงพลังงาน, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อพัฒนาและส่งมอบพลังงานสะอาดและก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ
โครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ กนอ. ผลักดัน ครอบคลุมการส่งเสริมระบบโซลาร์เซลล์, ระบบกักเก็บพลังงาน , เทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิง, การศึกษาเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ตลอดจนเทคโนโลยีดักจับ อุดหนุน และกักเก็บคาร์บอน (CCUS) และการบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรซ้ำสูงสุด โดยจะมุ่งบริหารจัดการต้นทุนต่อหน่วยไม่ให้เป็นภาระต่อผู้ประกอบการ
ในส่วนของเป้าหมายการดำเนินงานและพื้นที่นำร่อง กนอ. ได้กำหนดให้พื้นที่ มาบตาพุด แหลมฉบัง และบางปู เป็นพื้นที่นำร่องในการพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรมสีเขียว เมืองคาร์บอนต่ำ และ Smart Industrial Estate
ซึ่งโครงการเมืองคาร์บอนต่ำที่บางปูและมาบตาพุดได้เริ่มดำเนินการแล้ว และคาดว่าจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมภายใน 6 เดือนข้างหน้า โดยมีหมุดหมายสำคัญในการผลักดันนิคมอุตสาหกรรมนิเวศ (Eco Industrial Town) ให้สมบูรณ์แบบภายในปี 2570
“การชูจุดขายด้านความยั่งยืนในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการเติบโตอย่างยั่งยืนที่ได้รับการยอมรับจากสังคมและชุมชนรอบข้าง เพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวหน้าและแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างมั่นคง” นายสุเมธ กล่าวทิ้งท้าย





