กนอ. เคลื่อน EEC สู่ยุค "Industry 4.0 Plus AI" ชูศักยภาพห่วงโซ่อุปทานแข็งแกร่งและโครงสร้างพื้นฐานเสถียรภาพสูง เผยทุนใหญ่แห่ลงทุน Data Center แล้ว 22 ราย พร้อมขอใช้ไฟฟ้าสูงถึง 2,100 เมกะวัตต์
KEY POINTS
- ภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC กำลังยกระดับจากยุค Industry 4.0 ไปสู่ 4.0 Plus AI ซึ่งต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี โดยมี Data Center เป็นหัวใจสำคัญเปรียบเสมือนโรงไฟฟ้าในยุคใหม่
- มีผู้ประกอบการ Data Center เข้ามาตั้งฐานในนิคมอุตสาหกรรมของ กนอ. แล้ว 22 ราย โดยแจ้งความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงถึง 2,100 เมกะวัตต์ และน้ำประมาณ 78,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน
- ปัจจุบันมี Data Center เปิดดำเนินการแล้ว 8 ราย มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าจริงอยู่ที่ 420 เมกะวัตต์ และใช้น้ำจริงประมาณ 10,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน
- กนอ. เตรียมโครงสร้างพื้นฐานและระบบท่อบริการ (Service Pipings) ทั้งน้ำ ไฟฟ้า และไฟเบอร์ออปติก เพื่อรองรับการลงทุน พร้อมยกระดับมาตรฐานการป้องกันภัยธรรมชาติสำหรับ Data Center โดยเฉพาะ เช่น การออกแบบรับมือฝนย้อนหลัง 200 ปี
- กนอ. กำลังปรับบทบาทจากผู้กำกับดูแล (Regulator) ไปสู่ผู้ออกแบบทางออกให้นักลงทุน (Solution Designer) เพื่ออำนวยความสะดวกและแก้ปัญหาให้ผู้ประกอบการในยุคดิจิทัล
นายธีรวุฒิ เจริญสุข รองผู้ว่าการ (ปฏิบัติการ 2) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวในงาน Exclusive Roundtable EEC Never Stops: Infrastructure ต่อยอด ต่อเนื่อง เติบโตอย่างแข็งแกร่ง จัดโดย "Nation Group" ถึงบทบาทของ กนอ. ในฐานะรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรมที่ดำเนินงานมานานกว่า 52–54 ปี ว่า นิคมอุตสาหกรรมถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ควบคู่กับการสร้างความสมดุลด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมชุมชนรอบข้าง
กนอ. มีนิคมอุตสาหกรรมภายใต้การดูแลทั่วประเทศรวม 84 แห่ง โดยตั้งอยู่ในพื้นที่ EEC จำนวน 45 แห่ง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่ากึ่งหนึ่งของนิคมฯ ทั้งหมด มีพื้นที่รวมกว่า 120,000 ไร่ นอกจากนี้ ในพื้นที่ EEC ยังมีโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กนอ. ประมาณ 2,100 โรงงาน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของจำนวนโรงงานทั้งหมดที่ กนอ. ดูแลทั่วประเทศ
นายธีรวุฒิ กล่าวว่า เสน่ห์และความน่าสนใจของพื้นที่ EEC สำหรับนักลงทุน มาจากฐานห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของกลุ่มอุตสาหกรรมเดิมที่มีความเข้มแข็งอย่างมาก โดยประกอบด้วย กลุ่มยานยนต์ ยานพาหนะ และชิ้นส่วนอะไหล่ มีจำนวนกว่า 1,000 โรงงาน, กลุ่มผลิตภัณฑ์โลหะ มีจำนวนกว่า 700 โรงงาน, กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า มีจำนวนเกือบ 700 โรงงาน และกลุ่มพลาสติก เครื่องจักรกล และเคมีภัณฑ์ ซึ่งเป็นฐานอุตสาหกรรมสำคัญ
ทั้งนี้ ภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่กำลังยกระดับจากยุค Industry 4.0 ที่เน้นการเชื่อมต่อและสั่งการระหว่างเครื่องจักร ไปสู่ยุค 4.0 Plus AI ซึ่งต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและฐานข้อมูลขนาดใหญ่ โดยมองว่า Data Center หรือโรงงานผลิตข้อมูล จะทำหน้าที่สำคัญเปรียบเสมือนโรงไฟฟ้าในอดีต ที่คอยผลิตและป้อนข้อมูลเพื่อรองรับการดำเนินงานของภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ
ทั้งนี้ ภายในนิคมอุตสาหกรรมประกอบด้วยโรงงานที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลมีการจ้างงานรวมกว่า 1 ล้านคน และสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) สะสมสูงถึง 15-16 ล้านล้านบาท ซึ่ง กนอ. ได้พัฒนามาตรฐานการบริหารจัดการเชิงนิเวศ หรือ Eco Industrial Estate มาอย่างต่อเนื่องเกือบ 20 ปี
Data Center พุ่ง ขอไฟ 2,100 เมกะวัตต์
จากกระแสการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและบริการคลาวด์ จากสถิติการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ขณะนี้มีผู้ประกอบการ Data Center เข้ามาตั้งฐานในนิคมอุตสาหกรรมแล้วจำนวน 22 ราย โดยแจ้งความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าผ่านระบบของ กนอ. รวมกันสูงถึง 2,100 เมกะวัตต์ และแจ้งความต้องการใช้น้ำรวมประมาณ 78,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน
สำหรับสถานะการดำเนินงานปัจจุบัน มีผู้ประกอบการ Data Center ที่ เปิดดำเนินกิจการแล้ว (Operate) จำนวน 8 ราย มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าจริงอยู่ที่ 420 เมกะวัตต์ และใช้น้ำจริงอยู่ที่ประมาณ 10,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน
"ก่อนที่ กนอ. จะอนุมัติการตั้งโรงงานหรือ Data Center แต่ละแห่ง เราจะทำการตรวจสอบปริมาณซัพพลายน้ำที่สามารถจ่ายได้จริงในนิคมฯ นั้นๆ โดยเปรียบเทียบกับกรอบ EIA ที่บังคับอยู่ เสมือนเรามีถังน้ำกักเก็บ แล้วทำการหักยอดตัดสรรตามจริง เพื่อให้มั่นใจว่าพื้นที่นั้นๆ มีน้ำเพียงพอ"
นอกจากนี้ กนอ. ยังเน้นย้ำเรื่องความมั่นคงทางน้ำ (Water Security) โดยกำหนดให้นิคมอุตสาหกรรมต้องมีแหล่งน้ำรองรับมากกว่า 1 แหล่ง ทั้งการขุดสระกักเก็บน้ำเองภายในนิคมฯ การผลิตน้ำประปาเอง ตลอดจนการรับซื้อน้ำเสริมจากบ่อกักเก็บดินของเอกชนที่มีความจุระดับหลักแสนถึงล้านลูกบาศก์เมตร
ยกการ์ดสู้ Climate Change ป้องกัน Data Center
จากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะฝนตกหนักสะสม กนอ. ได้ยกร่างเกณฑ์มาตรฐานการออกแบบนิคมอุตสาหกรรมสำหรับ Data Center โดยเฉพาะ ซึ่งอยู่ระหว่างรอความชัดเจนร่วมกับ บอร์ด Data Center ซึ่งมีการจัดทำโมเดลต้นแบบในการป้องกันภัยธรรมชาติอย่างเข้มงวด
สำหรับยุทธศาสตร์การป้องกัน Data Center จากภัยน้ำท่วม ประกอบด้วย
1. ออกแบบพื้นที่กันชน โดยกำหนดให้พื้นที่โดยรอบ Data Center ทำหน้าที่เป็นคลอง รองรับ 3 ฟังก์ชัน คือ เป็นบ่อกักเก็บและหน่วงน้ำ, เป็นแหล่งน้ำสำหรับระบบหล่อเย็น, และเป็นพื้นที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ
2. ยกระดับค่าสถิติฝนย้อนหลัง 200 ปี ในขณะที่นิคมอุตสาหกรรมทั่วไปใช้มาตรฐานการออกแบบรองรับฝนย้อนหลัง 10 ปี แต่สำหรับโซน Data Center จะใช้เกณฑ์ฝนย้อนหลัง 200 ปี เพื่อรับมือกับปรากฏการณ์ฝนแช่ตัวระดับ 300-400 มิลลิเมตร
3. ระบบป้องกันหลายชั้น รับประกันว่าน้ำฝนที่ตกภายในพื้นที่ต้องระบายออกได้ทัน และน้ำท่วมจากภายนอกต้องไม่สามารถทะลักเข้ามาได้ พร้อมมีบ่อหน่วงน้ำ ทำหน้าที่กักเก็บน้ำไม่ให้ไหลไปกระทบชุมชนรอบข้าง
"Data Center น้ำท่วมไม่ได้แน่ๆ แม้ที่ผ่านมาบางนิคมฯ จะมีปัญหาน้ำท่วม แต่สำหรับ Data Center เราวางระบบป้องกันไว้หลายชั้นมาก ยืนยันว่า Data Center ในพื้นที่ กนอ. จะไม่สร้างผลกระทบต่อภาคส่วนอื่นอย่างแน่นอน"
อย่างไรก็ตาม กนอ. กำลังเร่งปรับเปลี่ยนบทบาทครั้งสำคัญ จากเดิมที่เป็นเพียงผู้กำกับดูแลตามกฎหมาย (Regulator) ไปสู่การเป็นผู้ออกแบบทางออกให้แก่นักลงทุน หรือ Solution Designer เพื่ออำนวยความสะดวกและแก้ปัญหาให้ผู้ประกอบการภายใต้กรอบกฎหมาย
นอกจากนี้ การนำเทคโนโลยีมาใช้ถือเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจาก กนอ. มีกำลังคนราว 700 คน แต่บริหารจัดการรายได้แตะระดับหมื่นล้านบาท และมีเป้าหมายที่จะขยายการดูแลนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มเป็นประมาณ 100 นิคมอุตสาหกรรม ภายใน 1-2 ปีข้างหน้า จึงต้องนำเทคโนโลยีมาเสริมสร้างความมั่นใจและรักษาระดับการให้บริการ
นอกจากนี้ แม้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามจะมีตัวเลข GDP เติบโตโดดเด่น แต่จุดแข็งของไทยคือความเสถียรของโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่มีระบบการขนส่งครบถ้วนทั้งทางบก ทางเรือ และสนามบิน รวมทั้งความมั่นคงของระบบไฟฟ้าที่เหนือกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ทำให้ไทยเน้นการเติบโตแบบยั่งยืนและมั่นคงในระยะยาว
รุกโมเดลโครงสร้างพื้นฐาน รับ Data Center
ในด้านการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและสาธารณูปโภค กนอ. ให้ความสำคัญกับการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco-Industrial Estate) โดยมีการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ 3 เกรด ได้แก่ น้ำดิบ น้ำประปา และน้ำเกรดบำบัด (3R) รวมถึงการหมุนเวียนน้ำฝนกลับมาใช้ในระบบ
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่อย่าง Data Center กนอ. วางโมเดลการให้บริการคล้ายกับโครงสร้างรางรถไฟ โดย กนอ. จัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานและระบบท่อบริการ (Service Pipings) ทั้งน้ำ ไฟฟ้า สายไฟเบอร์ออปติก และแก๊สสะอาด เช่น ไฮโดรเจน ไว้ในพื้นที่ แล้วเปิดให้ผู้ผลิตเทคโนโลยีเข้ามาเสนอนวัตกรรมร่วมกัน
ปรับแผน "มาบตาพุด เฟส 3" รับวัฏจักรปิโตรเคมี
นายธีรวุฒิ กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด เฟส 3 ว่า ช่วงที่ 1 ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นและอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ขณะที่ช่วงที่ 2 ซึ่งเปิดให้เอกชนร่วมลงทุน (PPP) แต่ยังไม่มีเอกชนเข้ามาร่วม กนอ. จึงเตรียมปรับเปลี่ยนโมเดลการลงทุนโดย กนอ. จะเป็นผู้ให้เช่าพื้นที่แทน
เนื่องจากภาวะอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในปัจจุบันประสบภาวะชะลอตัว กนอ. จึงพิจารณาปรับเปลี่ยนกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายของโครงการ โดยอาศัยโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมในห่วงโซ่อื่น ๆ โดยไม่ฉีกแนวจากห่วงโซ่ปิโตรเคมีเดิมทั้งหมด เพื่อให้สามารถสวิตช์กลับมารองรับได้ทันทีเมื่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมีฟื้นตัว ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาปรับเปลี่ยนในกรอบ 2-3 ปีข้างหน้า
ขยายตัวสู่ New S-Curve และพลังงานสะอาด
นอกจากฐานอุตสาหกรรมเดิมแล้ว พื้นที่ EEC ยังมีการเติบโตอย่างโดดเด่นในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New S-Curve) และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่
1. Data Center มีผู้ลงทุนเข้ามาดำเนินการแล้วประมาณ 20 กว่าราย
2. หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ (Robotics & Automation) มีจำนวนประมาณ 59 ราย
3. ชิปและเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) รวมถึงเทคโนโลยีเชื่อมโยง มีจำนวนประมาณ 38 ราย
4. พลังงานสะอาดและ EV Supply Chain (Green Energy & EV) มีจำนวนประมาณ 89 ราย
ผนึกพันธมิตรเอกชน พัฒนานิคมฯ ร่วม
ทั้งนี้ EEC ยังมีพื้นที่ว่างในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินงานกว่า 20,000 ไร่ โดย กนอ. ได้ปรับกลยุทธ์มุ่งเน้นการร่วมมือกับพันธมิตรภาคเอกชนที่เป็นผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและลดความล่าช้าจากขั้นตอนภาครัฐ ซึ่งมีทั้งผู้พัฒนาหลักในปัจจุบัน เช่น อมตะ, WHA, ปิ่นทอง และผู้พัฒนารายใหม่ ๆ
กนอ. ได้บูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ทั้ง EEC, การรถไฟแห่งประเทศไทย และการไฟฟ้า เพื่อเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมและสาธารณูปโภคทั้งภายในและภายนอกนิคมฯ โดยมุ่งเน้นการออกแบบระบบเพื่อลดปัญหาคอขวด ด้านโลจิสติกส์ เช่น การจัดวางพื้นที่ขนส่งด้านหน้านิคมฯ, การเชื่อมต่อการขนส่งกับนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบังและท่าเรือแหลมฉบัง
รวมถึงระบบการขนส่งทางท่อในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้สะท้อนว่าพื้นที่ EEC ยังคงมีศักยภาพสูง มีเสน่ห์ดึงดูดการลงทุน และเป็นโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป





