“อนุทิน” เปิดทำเนียบหารือสภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน 33 บริษัท 7 กลุ่มธุรกิจ USABC ยืนยันบริษัทสหรัฐเชื่อมั่นศักยภาพไทย “เอกนิติ-ศุภจี” แจงมาตรการลงทุนไทย
KEY POINTS
- “อนุทิน” เปิดทำเนียบหารือสภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน 33 บริษัท 7 กลุ่มธุรกิจ ยืนยันบริษัทสหรัฐเชื่อมั่นศักยภาพไทย
- “เอกนิติ-ศุภจี” แจงมาตรการลงทุนไทย โชว์แผนภาษีสรรพสามิตรถยนต์
- เปิด 7 ข้อเสนอต่อรัฐบาลไทย แนะไทยเร่ง FTA ดูแลต้นทุนพลังงาน
- เพิ่มขีดความสามารถโลจิสติกส์ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงห่วงโซ่อุปทาน พร้อมดึงดูดลงทุนระยะยาว
คณะนักธุรกิจสภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน (U.S.-ASEAN Business Council: USABC) นำโดยนาย Brian McFeeters ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร USABC พร้อมผู้แทนบริษัทสหรัฐ 33 บริษัท ใน 7 กลุ่มธุรกิจ เข้าพบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 5 พ.ย.2569
การเข้าพบครั้งนี้มีขึ้นบนสถานการณ์ที่ไทยและสหรัฐมีประเด็นการเจรจาภาษีนำเข้า ซึ่งอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่จะมีการลงนามภายในเดือน พ.ย.2569
นายอนุทิน ระบุว่า ภาคธุรกิจสหรัฐทุกกลุ่มขยายลงทุนในไทยต่อเนื่องทั้งสร้างฐานการผลิตใหม่ การขยายกิจการเดิมและลงทุนในตลาดทุนไทย โดยเชื่อมั่นเสถียรภาพ ความพร้อมและศักยภาพไทย ซึ่งมีข้อเสนอให้รัฐบาลปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่ไม่เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อลดอุปสรรคและเพิ่มความสะดวกการทำธุรกิจ
ทั้งนี้ รัฐบาลพร้อมส่งเสริมการลงทุนธุรกิจเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (Big Tech) รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีขนาดการผลิตสูงและจ้างแรงงานไทยมาก
สำหรับแนวทางการส่งเสริมธุรกิจ Data Center และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รัฐบาลมุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงให้กับการลงทุน ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีสมดุลและเป็นธรรม
โดยต้องมั่นใจว่ากระแสไฟฟ้าและพลังงานที่ผลิตได้ในประเทศจะไม่ถูกดึงไปใช้ในธุรกิจ Data Center จนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงาน หรือสร้างภาระให้กับประชาชนทั่วไป
ชี้ไทยมีกลไกดูแลธุรกิจสหรัฐลงทุน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกันชี้แจงนักธุรกิจสหรัฐ
ทั้งนี้ไทยมีกลไกส่งเสริมการลงทุนต่างชาติ โดยเร่งรัดผ่าน BOI fast pass รวมทั้งมาตรการภาษีที่กำหนดภาษีสรรพสามิตรถนำเข้าเพื่อสร้างประโยชน์ให้ผู้ผลิตยานยนต์
มั่นใจลงนามข้อตกลงภาษี พ.ย.นี้
ส่วนประเด็นผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐจะไม่มีผลต่อข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน หรือ Reciprocal Trade Agreement (RTA) และอัตราภาษีระหว่างไทยและสหรัฐ
ทั้งนี้การเจรจาข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนคืบหน้ามาก โดยไทยบรรลุข้อตกลงสาระสำคัญและเงื่อนไขหลัก ขณะนี้อยู่ขั้นตอนให้ฝ่ายกฎหมาย 2 ประเทศ ตรวจพิจารณาร่างสัญญาหลัก ซึ่งคาดว่าอัตราภาษีจะใกล้เคียงเดิมที่ 19% ส่วนช่วงการตรวจร่างสัญญาที่ยังไม่เสร็จยังใช้อัตราภาษีปกติตามเดิมจนกว่าจะลงนาม
นอกจากนี้ไทยปฏิบัติตามเงื่อนไขแลกเปลี่ยนที่เคยตกลงกับประธานาธิบดีสหรัฐครบถ้วน โดยการดำเนินการด้านกำลังทหาร การสร้างสันติภาพ และการกำจัดทุ่นระเบิด เพื่อขอรับการพิจารณาลดอัตราภาษีเป็นกรณีพิเศษ
รวมทั้งกระทรวงการต่างประเทศของไทยและรัฐบาลสหรัฐกำลังจัดทำร่างแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) โดยจะลงนาม Joint Statement ระหว่างการประชุมยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN Summit) และการประชุมเอเปค (APEC Summit) ช่วงวันที่ 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งจะใช้โอกาสนี้หารือประธานาธิบดีสหรัฐ
คาดสหรัฐเดินหน้าใช้มาตรการภาษี
นางศุภจี กล่าวว่า การเจรจาความตกลง ART ระหว่างไทยกับสหรัฐยังเดินหน้าต่อ เนื่องจากประธานาธิบดีสหรัฐยังมีอำนาจบริหารประเทศ รวมถึงการใช้มาตรการทางการค้าภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรา 301 และมาตรา 232 โดยคาดว่ารัฐบาลสหรัฐยังเดินหน้าใช้มาตรการภาษีต่อเนื่อง
ดังนั้น การเจรจา ART จึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ไทยรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหรัฐและสร้างความชัดเจนให้ภาคการค้าและการลงทุน
ขณะที่ระยะยาวต้องติดตามผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐทั้งการออกกฎหมาย การจัดสรรงบประมาณ และมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจ การค้าระหว่างประเทศ และการลงทุน
โชว์เป้าหมายประเทศรายได้สูง
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การหารือกับ USABC นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่ารัฐบาลมีเป้าหมายผลักดันเป็น 1 ใน 20 ประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงสุดของโลกภายในปี 2030 และเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2037
ทั้งนี้รัฐบาลจะเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐและปรับปรุงสภาพแวดล้อมด้านการลงทุนผ่านโครงการ Thailand FastPass ซึ่งลดเวลาพิจารณาอนุมัติการลงทุนที่เข้าเกณฑ์ได้สูงสุด 50% ควบคู่โครงการ Thailand Skill Bridge เพื่อเชื่อมการพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องความต้องการภาคอุตสาหกรรมและตลาดแรงงาน
รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานให้ทันสมัยและขยายโอกาสการเข้าถึงพลังงานสะอาดผ่านกลไกสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง หรือ Direct Power Purchase Agreements (Direct PPA) รวมถึงยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใสเพื่อเตรียมความพร้อมเป็นสมาชิก OECD
ด้านการค้าและการลงทุนจะขยายโอกาสการค้าและการลงทุนผ่านการจัดทำความตกลงการค้าเสรีฉบับใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจไทยและต่างประเทศเข้าถึงตลาดมากขึ้น
ทั้งนี้ การเจรจากับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) บรรลุข้อสรุปสาระสำคัญแล้ว พร้อมหวังว่าจะมีโอกาสแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการเดินหน้าสู่ความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทน
รวมทั้งไทยยินดีส่งเสริมการลงทุนจากสหรัฐในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง AI และเศรษฐกิจดิจิทัล รวมถึงขยายความร่วมมือด้านเกษตรกรรม อาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ สุขภาพ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่การขนส่ง การจัดเก็บ ไปจนถึงการกระจายสินค้า
เปิด 7 ข้อเสนอต่อรัฐบาลไทย
ขณะที่นาย Sean O’Neill เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย และนาย Brian McFeeters ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารสภาธุรกิจสหรัฐ-อาเซียน (USABC) ย้ำถึงความสัมพันธ์กว่า 200 ปีระหว่างไทยกับสหรัฐ โดย USABC นำคณะผู้แทนจากบริษัทสหรัฐเยือนไทยเพื่อกระชับความร่วมมือ
ทั้งนี้ภาคเอกชนสหรัฐเห็นประโยชน์จากการหารือกับรัฐบาลไทยต่อเนื่อง ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจรับทราบนโยบายและโอกาสทางเศรษฐกิจของไทย โดยบริษัทบางแห่งมีแผนขยายการลงทุนในไทย
นอกจากนี้ USABC สนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐ พร้อมเสนอแผนการดำเนินธุรกิจ ประเด็นที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญ และข้อเสนอแนะเพื่อส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ 2 ประเทศ ดังนี้
1.กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ยืนยันความมุ่งมั่นในการลงทุนและใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถยนต์ระดับโลก พร้อมยกระดับโรงงานรองรับทั้งยานยนต์สันดาปและยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยเสนอให้รัฐบาลส่งเสริมการลงทุน พัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ ปรับปรุงภาษีสรรพสามิต และเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี
2.กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ชื่นชมไทยในการบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและปราบปรามสินค้าปลอม พร้อมสนับสนุนการกำจัดโรคมาลาเรียภายในปี 2573 ผ่านความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ป้องกันโรค
3.กลุ่มการขนส่ง โลจิสติกส์ และพลังงาน พร้อมสนับสนุนการพัฒนาระบบขนส่งและโลจิสติกส์ของไทย โดยเสนอให้เพิ่มขีดความสามารถในการรองรับเที่ยวบินขนส่งสินค้า พัฒนาอุตสาหกรรมการบินและการป้องกันประเทศ
4.กลุ่มเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม ยืนยันความมุ่งมั่นในการลงทุนและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของไทย ครอบคลุมเทคโนโลยี AI โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม และเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ
5.กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต อาหารและการเกษตร สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตและเกษตรอาหาร โดยเสนอให้ดูแลต้นทุนพลังงาน เสริมสร้างความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานอาหารและอาหารสัตว์
รวมถึงขยายโอกาสทางการค้าผ่าน FTA ตลอดจนส่งเสริมเทคโนโลยี ทักษะแรงงาน และนวัตกรรมการผลิตขั้นสูง
6.กลุ่มการท่องเที่ยวและบริการทางการเงิน สนับสนุนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวมูลค่าสูง โดยเสนอให้พัฒนาการเชื่อมโยงเที่ยวบินระหว่างประเทศ อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ส่งเสริมเมืองรอง ยกระดับระบบชำระเงินดิจิทัล และปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อเอื้อต่อธุรกิจและการลงทุน
7.กลุ่มสาธารณสุขและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ สนับสนุนการผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ระดับภูมิภาค ผ่านความร่วมมือด้านการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค
ขยายการเข้าถึงวัคซีนสำหรับผู้ใหญ่ รองรับสังคมสูงวัย และส่งเสริมสุขภาพแม่และเด็ก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและระบบสาธารณสุขไทย





