วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

'เอลนีโญ'-'ความมั่นคงอาหาร'กดดันตลาดข้าว ห่วงราคาผันผวนไทยชวดโอกาสทอง

เมื่อเร็วๆนี้ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เดินทางไปศึกษาภาวะผลผลิตข้าวนาปี ปีเพาะปลูก 2569/70 ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดอุบลราชธานี ในส่วนการประชุมประเมินภาวะการผลิตและการค้าข้าวนาปี ปีเพาะปลูก 2569/70 ร่วมกับสมาคมโรงสีข้าวไทย และสมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า ช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ก.ย.)2569 ไทยส่งออกข้าวเฉลี่ยเพียง 5 ล้านตัน หากจะให้ได้ 7 ล้านตันตามเป้าหมายต้องส่งออกเฉลี่ยเดือนละ 7 แสนตันจากนี้ แต่การส่งออกล่าสุด ก.ย. อยู่ที่5.4แสนตันเท่านั้น 

สาเหตุสำคัญมาจากผู้นำเข้าหลักในตะวันออกกลางโดยเฉพาะอิรักซึ่งปกติจะนำเข้าปีละ 1 ล้านตัน ไม่สามารถนำเข้าไปเนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมามีการนำเข้าได้แล้วแต่ต้องผ่านประเทศตุรกี จอร์แดน ซีเรีย ซึ่งทำให้มีต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นเฉลี่ยตันละ 150 ดอลลาร์ ทำให้การนำเข้ายังลดลงอย่างมาก 

นายชูเกียรติ กล่าวอีกว่า จากสถานการณ์เอลนีโญ และการรักษาความมั่นคงด้านอาหารในหลายประเทศทำให้ผู้นำเข้าข้าวได้แก่ ฟิลิปปินส์ กลับมานำเข้าข้าวจากไทยเพิ่มขึ้น ถึง 263%  ปริมาณรวม 6.34 แสนตัน ช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ เช่นเดียวกับ มาเลเซีย ที่นำเข้าเพิ่มขึ้น 154.9%  ปริมาณ 4.78 แสนตัน  สาธารณรัฐฯ คองโก เพิ่มขึ้น 63.3% ปริมาณ 1.72 แสนตัน

ห่วงตลาดเมินข้าวไทยเหตุราคาสูง

      “แม้ว่า ฟิลิปปินส์ มีแผนจะนำเข้าข้าวมากก็จริงแต่ราคาข้าวของไทยสูงกว่าคู่แข่งอื่นๆโดยข้าวขาวของไทยอยู่ที่เฉลี่ยตันละ 480 ดอลลาร์ ขณะที่เวียดนามอยู่ที่ตันละ 420 ดอลลาร์ ส่วนปากีสถานอยู่ที่ 415 ดอลลาร์ และอินเดียอยู่ที่ 385ดอลลาร์ซึ่งราคาที่สูงกว่าคู่แข่งอาจทำให้ผู้ซื้อไม่ตัดสินใจเลือกซื้อข้าวจากไทย เพราะ นอกจากราคาแล้วยังต้องมีค่าขนส่งและปัจจัยอื่นๆที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมอีก โดยที่ผ่านมา ฟิลิปปินส์ นำเข้าเฉลี่ยปีละ 5 ล้านตัน แต่ 80% นำเข้าจากเวียดนาม ” 

      นอกจากนี้ยังมีปัจจัยขาดแคลนแรงงาน ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวกัมพูชาที่ซัปพลายหายไปหลังการปิดด่าน ประกอบกับฝนตกทำให้ผู้ส่งออกเสี่ยงที่จะส่งมอบสินค้าไม่ทันเวลา  

นายชูเกียรติ กล่าวอีกว่า สำหรับเป้าหมายการส่งออกปี 2570 เบื้องต้นตั้งไว้ที่ 7 ล้าน จากปัจจัยบวกอย่างเอลนีโญและความมั่นคงด้านอาหาร ที่หลายประเทศห่วง ว่า ปริมาณผลผลิตอาจลดลงจึงเร่งนำเข้าทั้งฟิลิปปินส์ มาลเซีย หรือแม้แต่อินโดนีเซียที่เริ่มส่งสัญญาณการ

กลับมานำเข้าหลังจากชะลอไปนานกว่า 2  ปีโดยให้ไปใช้ผลลิตในประเทศแทน  ทั้งนี้ผู้นำเข้าส่วนใหญ่จะเน้นการเพิ่มปริมาณการนำเข้าเพื่อคงสต๊อกไว้ให้นานขึ้นจากเฉลี่ย 3 เดือนเพิ่มเป็น 9 เดือน

สงครามปะทุกดดันต้นทุนขนส่ง

สำหรับเรื่องของความมั่นคงอาหารกับภาวะสงครามนั้นหากสงครามปะทุขึ้นมาอีก ก็จะทำให้ราคาน้ำมันและเส้นทางขนส่งสินค้าได้รับผลกระทบ แม้สถานการณ์จะอยู่ไกลจากประเทศไทย แต่ในแง่ผู้ซื้อข้าวจะนำปัจจัยต้นทุนน้ำมันและค่าขนส่งมาคำนวณรวมกับราคาข้าว ซึ่งไทยเสียเปรียบคู่แข่งอยู่แล้วในแง่ราคาข้าว ขณะที่ค่าขนส่งหากผู้นำเข้าพิจารณาประเด็นระยะทางก็อาจเลือกนำเข้าจากแหล่งอื่น ๆเช่นอินเดีย หรือ ปากีสถานแทน 

“การตัดสินใจนำเข้าข้าวจากนี้ จะนำประเด็นค่าขนส่งมารวมด้วย เช่น สมมติว่า แอฟริกา ซื้อข้าวจากไทยอาจต้องเสียค่าเฟดที่ 80 ดอลลาร์ แต่ถ้าซื้อจากอินเดียอาจอยู่ที่ 50 ดอลลาร์เท่านั้น ดังนั้นปัจจัยราคาข้าวจึงเป็นต้นทางหลักของการตัดสินใจแหล่งนำเข้าข้าวที่คุ้มค่าที่สุด” 

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางภาวะการรักษาความมั่นคงอาหาร ทำให้หลายประเทศต้องเร่งนำเข้าข้าวเพื่อให้แน่ใจว่ามีสต็อกเพียงพอกับความต้องการและรักษาสมดุลราคาตลาดภายในไว้ แต่ภาวะเอลนีโญ กำลังทำให้ผลผลิตการเกษตรลดลงอย่างมีนัยสำคัญ  โดยอินโดนีเซียแม้จะมีความพยายามพึ่งพาผลผลิตในประเทศแต่สถานการณ์เอลนีโญกำลังทำให้อินโดนีเซียไม่มั่นใจผลผลิตในประเทศจนต้องกลับมานำเข้าข้าวอีกครั้ง 

เอลนีโญทุบผลผลิตข้าวอินเดียลดลง

ขณะเดียวกัน ปริมาณข้าวในตลาดก็มีแนวโน้มลดลงจากผลเอลนีโญ โดยพบว่า อินเดียซึ่งเป็นผู้ผลิตรายสำคัญคาดว่าปริมาณผลผลิตปีนี้ จะลดลงราว 7 ล้านตัน จากเดิมเฉลี่ยที่ 155 ล้านตัน มาอยู่ที่ 147ล้านตัน  ส่งผลให้ราคาในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น  โดยข้าวขาว 5% ตันละ 385 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นมาจากตันละ 360 ดอลลาร์ 

เอลนีโญ  ด้านหนึ่งทำให้หลายประเทศต้องกักตุน ซื้อข้าวจากไทยมากขึ้น แต่อีกมุมหนึ่งก็ทำให้ผลผลิตในประเทศไทยเองมีแนวโน้มลดลง แต่จากปริมาณฝนช่วงท้ายปีนี้ที่มีมากเพียงพอ คาดว่าปริมาณผลผลิตโดยรวมไม่น่าจะลดลงมากอย่างมีนัยสำคัญ  แต่หากราคาข้าวไทยยังมีสูงอย่างในปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลจากต้นทุนที่สูงขึ้นนั้น ทั้งราคาน้ำมัน ค่าแรงงาน และค่าปุ๋ยเคมี 

ดังนั้นเพื่อทำให้ข้าวไทยยังแข่งขันได้การเพิ่มปริมาณผลผลิตต่อไร่  ผ่านการปรับปรุงพันธุ์ข้าวและการเพาะปลูกด้วยเทคโนโลยีและการเอาใจใส่ให้มากขึ้น ก็จะทำให้ข้าวไทยสามารถลดปัจจัยลบและเก็บเกี่ยวประโยชน์จากโอกาสทองแห่งในสภาวะตลาดปัจจุบันได้มากขึ้น 

'เอลนีโญ'-'ความมั่นคงอาหาร'กดดันตลาดข้าว            ห่วงราคาผันผวนไทยชวดโอกาสทอง