วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

OR กาง 3 ฉากทัศน์น้ำมันโลกปี 70 กองทุนน้ำมันฯ ค้างจ่ายหนี้เฉียด 2 หมื่นล้าน

OR ประเมินน้ำมันไตรมาส 4 ฟื้นรับไฮซีซั่น จับตาปี 2570 เสี่ยงแตะ 100 ดอลลาร์ ขณะที่กองทุนน้ำมันฯ ติดลบกว่าแสนล้าน โดยค้างจ่ายหนี้ให้ OR เกือบ 2 หมื่นล้าน จี้รัฐเร่งจัดสมดุลต้นทุน

KEY POINTS

  • OR ประเมินแนวโน้มราคาน้ำมันตลาดโลกในปี 2570 ไว้ 3 กรณี ได้แก่ 1. ปรับลดลงสู่ระดับ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ภายในเดือน ก.พ. 70, 2. ทรงตัวที่ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ 3. ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
  • นายนิสิต พงษ์วุฒิประพันธ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฯ OR ระบุว่า ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังมียอดค้างชำระหนี้ OR อยู่เกือบ 2 หมื่นล้านบาท สถานะของกองทุนน้ำมันฯ ในปัจจุบันติดลบกว่า 1 แสนล้านบาท
  • หนี้ดังกล่าวถือเป็นภาระทางการเงินที่ทำให้ OR มีต้นทุนดอกเบี้ยที่ต้องรับผิดชอบ แม้จะยังไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องโดยรวมของบริษัท ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่ภาครัฐต้องบริหารจัดการให้เกิดความสมดุล

นายนิสิต พงษ์วุฒิประพันธ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์องค์กร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ประเมินแนวโน้มความต้องการใช้น้ำมันในไตรมาส 4 ปี 2569 ว่า มีโอกาสขยายตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3 ตามปัจจัยฤดูกาล โดยช่วงไตรมาส 4 ต่อเนื่องไตรมาส 1 ของทุกปี ถือเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ที่มีการเดินทางจำนวนมากในช่วงเทศกาลปลายปีและต้นปี ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทิศทางความต้องการใช้น้ำมันในปี 2570 ยังมีความไม่แน่นอน โดยขึ้นอยู่กับแนวโน้มราคาน้ำมันตลาดโลกและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หากราคาน้ำมันกลับเข้าสู่ระดับปกติประมาณ 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ประกอบกับเศรษฐกิจฟื้นตัว จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการบริโภคน้ำมันให้ขยายตัวได้

จับตาน้ำมันโลก 3 ฉากทัศน์

สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมันตลาดโลก ผู้ประกอบการธุรกิจน้ำมันในหลายประเทศประเมินตรงกันว่า ราคามีโอกาสปรับลดลงจากระดับปัจจุบัน แต่คงไม่กลับไปต่ำกว่าระดับก่อนเกิดสงครามสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยประเมินไว้ 3 กรณี ได้แก่ กรณีแรก ราคาน้ำมันปรับลดลงสู่ระดับ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ภายในเดือน ก.พ. 2570 กรณีที่สอง ราคาทรงตัวบริเวณ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และกรณีที่สาม ราคายังคงอยู่ในระดับสูงประมาณ 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ทั้งนี้ ความผันผวนของราคาน้ำมันยังเป็นความเสี่ยงต่อทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะประเทศไทยที่ยังมีภาระจากการใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาชดเชยราคาขายปลีก ซึ่งปัจจุบันกองทุนฯ มีสถานะติดลบกว่า 1 แสนล้านบาท จึงเป็นโจทย์สำคัญที่ภาครัฐต้องบริหารจัดการให้เกิดความสมดุลระหว่างการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนกับการรักษาสภาพคล่องของกองทุนฯ

นายนิสิต ระบุว่า ปัจจุบันกองทุนน้ำมันฯ ยังมียอดค้างชำระหนี้ OR เกือบ 2 หมื่นล้านบาท แม้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องโดยรวมของบริษัท แต่ถือเป็นภาระทางการเงินที่ทำให้บริษัทมีต้นทุนดอกเบี้ยที่ต้องรับผิดชอบ จึงต้องติดตามแนวทางการบริหารจัดการหนี้และการชำระคืนของภาครัฐอย่างใกล้ชิด

OR เจรจาโรงกลั่นรับโครงสร้างราคาใหม่

ส่วนกรณีกระทรวงพลังงานเตรียมปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยตัดต้นทุนทิพย์ออกจากสูตรคำนวณราคานั้น เบื้องต้นส่งผลกระทบต่อผู้ค้าน้ำมัน ซึ่งขณะนี้ OR อยู่ระหว่างเจรจากับโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อปรับลดต้นทุนการจัดซื้อน้ำมันให้สอดคล้องกับโครงสร้างราคาใหม่ตามนโยบายภาครัฐ

การปรับโครงสร้างดังกล่าวจึงเป็นอีกประเด็นที่ผู้ค้าน้ำมันต้องเร่งหารือกับผู้ประกอบการโรงกลั่น เพื่อให้ต้นทุนการจัดซื้อน้ำมันสะท้อนสูตรราคาใหม่ และสามารถดำเนินธุรกิจภายใต้หลักเกณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างเหมาะสม

OR ชั่งใจถอนธุรกิจกัมพูชา ยอดขายวูบ 70%

สำหรับการดำเนินธุรกิจในกัมพูชา นายนิสิต เปิดเผยว่า OR ยังอยู่ระหว่างพิจารณาทางเลือกว่าจะยกเลิกกิจการหรือเดินหน้าธุรกิจต่อ หลังสถานการณ์การดำเนินธุรกิจได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยยอดขายน้ำมันผ่านสถานีบริการ PTT Station ลดลงประมาณ 70% ขณะที่ยอดขายร้านกาแฟคาเฟ่ อเมซอน (Café Amazon) ลดลงในสัดส่วนใกล้เคียงกัน

ปัจจุบันจำนวนสถานีบริการน้ำมันที่เคยมีประมาณ 200 แห่ง ลดลงเหลือไม่ถึง 100 แห่ง เนื่องจากผู้ประกอบการสถานีบริการหรือดีลเลอร์ท้องถิ่นทยอยเปลี่ยนแบรนด์ ส่งผลให้เครือข่ายธุรกิจและยอดขายของ OR ในตลาดกัมพูชาหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ การตัดสินใจถอนธุรกิจจะพิจารณาจากความคุ้มค่าในการขายกิจการเป็นสำคัญ ขณะที่หากเลือกเดินหน้าธุรกิจต่อ จะต้องมีแนวทางรองรับที่ชัดเจนเพื่อให้สามารถบริหารจัดการต้นทุนและผลประกอบการได้ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือไม่ให้ธุรกิจเกิดผลขาดทุนในระยะยาว