พาณิชย์ ถก JETRO–JCC ยกระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย–ญี่ปุ่น จาก “Investment Partnership” สู่ “Strategic Business Partnership” ดัน Co-Creation สร้างอุตสาหกรรมใหม่ เชื่อม SMEs ไทยสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก
KEY POINTS
- กระทรวงพาณิชย์หารือกับ JETRO และ JCC เพื่อยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น จากฐานการผลิตสู่การเป็นหุ้นส่วนธุรกิจเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Business Partnership)
- เสนอแนวทางการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ร่วมกัน (Co-Creation) เพื่อพัฒนาสินค้า บริการ และเทคโนโลยี โดยใช้จุดแข็งของภาคเอกชนทั้งสองประเทศ
- มุ่งเน้นความร่วมมือในอุตสาหกรรมเป้าหมายยุคใหม่ เช่น ยานยนต์สมัยใหม่, เซมิคอนดักเตอร์, ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์, อาหารแห่งอนาคต และเศรษฐกิจสีเขียว
- มีแผนผลักดัน SMEs ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก และร่วมมือกับบริษัทการค้าญี่ปุ่น (Sogo Shosha) เพื่อขยายตลาดสินค้าไทยสู่สากล
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ ให้การต้อนรับและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนายอาเบะ อิจิโระ (Mr. Abe Ichiro) ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO Bangkok) และนายคอนโดะ ฮิโรยาชิ (Mr. Kondo Hiroyasu) ประธานหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCC Bangkok) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากบริษัทเอกชนญี่ปุ่นสมาชิก JCC
เพื่อรับฟังรายงานผลการสำรวจแนวโน้มทางเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย ประจำครึ่งปีแรกปี 2569 และข้อเสนอแนะของภาคเอกชนญี่ปุ่นต่อการพัฒนาสภาพแวดล้อมทางการค้าและการลงทุนของไทย โดยมุ่งยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจจากฐานการผลิตเดิมสู่การเป็นหุ้นส่วนธุรกิจเชิงยุทธศาสตร์ สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตร่วมกัน
นางศุภจี กล่าวว่า ได้ขอบคุณนักลงทุนญี่ปุ่นที่ให้ความเชื่อมั่นและลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง โดยไทยและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน และจะครบรอบ 140 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2570 ไทยมองญี่ปุ่นเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระยะยาว และต้องการยกระดับความสัมพันธ์จากฐานการผลิตสู่หุ้นส่วนเศรษฐกิจ ผ่านการร่วมพัฒนาเทคโนโลยี ร่วมผลิต และร่วมขยายตลาด ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างความร่วมมือในอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต (New S-Curve)
ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ต่างเผชิญความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันทางอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งสองประเทศ จึงจำเป็นต้องปรับตัวและร่วมมือกันรับมือความท้าทายดังกล่าว
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งจากการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนที่เติบโต ขณะเดียวกัน ไทยมีความคืบหน้าในการจัดทำและยกระดับความตกลงทางการค้ากับประเทศคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อเอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจและสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนญี่ปุ่น โดยทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อผลกระทบจากสถานการณ์โลกและแนวทางเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านการลงทุนร่วมกัน
นางศุภจี กล่าวว่า ได้เน้นย้ำแนวทางการยกระดับความสัมพันธ์กับญี่ปุ่นจาก “Investment Partnership” ไปสู่ “Strategic Business Partnership” โดยต่อยอดความสัมพันธ์ที่มีอยู่ เปลี่ยนผ่านรูปแบบการลงทุนเดิมไปสู่การร่วมกันสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ (Co-Creation) การลงทุนร่วมกัน และการสร้างหุ้นส่วนธุรกิจเชิงยุทธศาสตร์ ด้วยการนำจุดแข็งของภาคเอกชนไทยและญี่ปุ่นมาร่วมพัฒนาสินค้า บริการ เทคโนโลยี และนวัตกรรม พร้อมผลักดัน SMEs ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก (Global Value Chain) รวมถึงร่วมมือกับบริษัทการค้าครบวงจรของญี่ปุ่น (Sogo Shosha) เพื่อขยายช่องทางกระจายสินค้าไทยสู่ตลาดโลก และเตรียมจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพกับพันธมิตรญี่ปุ่น
สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย ไทยต้องการยกระดับความร่วมมือกับญี่ปุ่นจากการเป็นฐานการผลิตเดิมไปสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ ทั้งยานยนต์สมัยใหม่ เซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ อาหารแห่งอนาคต เศรษฐกิจสูงวัย ตลอดจนอุตสาหกรรมสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการเชื่อมโยง SMEs ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของญี่ปุ่น เพื่อร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจทั้งสองประเทศ
“กระทรวงพาณิชย์พร้อมร่วมมือกับ JETRO และ JCC ในการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพ พร้อมพิจารณากลไกการทำงานร่วมกันเพื่อผลักดันให้เกิดโครงการที่เป็นรูปธรรมในอนาคต โดยมุ่งคัดเลือกอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพมาดำเนินการ Co-Creation ร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และยกระดับไทยและญี่ปุ่นสู่การเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน” นางศุภจี กล่าว





