วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

'เอกนิติ' ชี้ความเชื่อมั่นนโยบายการคลัง หนุน 'S&P Global' คงความน่าเชื่อถือเศรษฐกิจไทย

"เอกนิติ" มอง S&P Global Ratings คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ BBB+ และคงมุมมองที่ระดับมีเสถียรภาพ สะท้อนความเชื่อมั่นต่อนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล หลังช่วยประชาชนบรรเทาผลกระทบจากความเสี่ยงภายนอก พร้อมส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในวันที่ 4 พ.ย. 2569 บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings (S&P) ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) ที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) 

ทั้งนี้ การที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากลทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ Fitch Moody’s และ S&P มีมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยอยู่ในระดับมีเสถียรภาพ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล 

“รัฐบาลจะเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการคลัง เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนและวางรากฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

โดยรายละเอียดสำคัญที่ S&P คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย มีดังนี้

S&P คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.3% ในปี 2569 จาก 2.4% ในปี 2568 ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยเสี่ยงภายนอก และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยการดำเนินนโยบายการคลังของรัฐบาลจะมีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบดังกล่าว

ขณะเดียวกันการมีเสถียรภาพของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นจะเอื้อต่อความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว และเพิ่มความคล่องตัวในการรับมือกับความท้าทายระยะสั้น 

ทั้งนี้ ในปี 2569 – 2572 อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real GDP Growth) มีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 2.4% ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว (GDP per capita) จะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 8,000 เหรียญสหรัฐฯ ในปี 2567 เป็น 9,100 เหรียญสหรัฐฯ ในปี 2569 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น

ส่งเสริมการลงทุนผ่านกลไกภาครัฐ-เอกชน

นอกจากนี้ S&P มองว่า รัฐบาลไทยยังคงให้ความสำคัญกับการลงทุนตามแผนปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ โดยเฉพาะโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง 

ซึ่งการลงทุนของรัฐวิสาหกิจและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) จะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนบางส่วนของรัฐบาล 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง อาทิ การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ การสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานเอไอระดับโลก 

ตลอดจนการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาและการฝึกอบรมด้านเทคโนโลยีภายในประเทศ โดยการดำเนินนโยบายส่งเสริมการลงทุนอย่างต่อเนื่องจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป

ก่อหนี้เพิ่มแต่ยังมีทุนสำรองในระดับสูง

ท้ายที่สุด รัฐบาลไทยจะยังคงดำเนินนโยบายการคลังเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและรองรับความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ควบคู่กับการรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด

โดย S&P คาดว่า การก่อหนี้สุทธิของรัฐบาล (Net Debt Accumulation) จะอยู่ที่ 4.2% ของ GDP ในปี 2569 และเฉลี่ยอยู่ที่ 3.5% ของจีดีพีในปี 2569 – 2572 ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ภาครัฐบาลสุทธิ (Net General Government Debt) ต่อ GDP เพิ่มขึ้นจากประมาณ 40% ณ สิ้นปี 2568 เป็น 47% ภายในปี 2572

โดยไทยยังคงมีภาคการเงินต่างประเทศ (External Finance) ที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าดุลบัญชีเดินสะพัดจะอยู่ในระดับสมดุลในปี 2569 ก่อนกลับมาเกินดุลประมาณ 2.1 – 2.4% ของ GDP ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไปอันเป็นผลมาจากแนวโน้มการส่งออกที่ขยายตัวตามการนำเข้าสินค้าขั้นกลาง ประกอบกับราคาพลังงานที่ทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ 

ทั้งนี้ ประเทศไทยยังคงมีสถานะเป็นเจ้าหนี้สุทธิต่างประเทศ (Net External Creditor) และมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ

ปัจจัยสำคัญที่ S&P จะติดตามสำหรับการพิจารณาการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีรายได้ระดับเดียวกัน (Peers) ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว และแนวโน้มการดำเนินนโยบายการคลัง ตลอดจนเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศ 

ซึ่งมีความสำคัญต่อความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ และเป็นปัจจัยสนับสนุนการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในอนาคต