"เอกนิติ" ยันไม่ขยายเพดานหนี้สาธารณะเกิน 70% ต่อจีดีพี ตั้งเป้าลดสัดส่วนหนี้ลงจากปัจจุบัน เน้นย้ำรักษาวินัยการคลังเคร่งครัด ลดการขาดดุลงบประมาณจาก 4.4% เหลือ 3.4% ต่อจีดีพี หนุนสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อปรับแนวโน้มไทยเป็น "มีเสถียรภาพ" และช่วยรักษาต้นทุนการกู้ยืมของประเทศให้อยู่ในระดับต่ำ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในงาน The Standard Economic Forum 2026: Reinvent Thailand ว่า รัฐบาลยังไม่มีแผนจะขยายเพดานหนี้สาธารณะเกินกว่า 70% ต่อจีดีพี ในทางกลับกันตั้งเป้าลดสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีให้ลดลงจากปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ราว 67–68%
ทั้งนี้ เน้นย้ำถึงการรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัดเสมือนเป็น "กองหลัง" ที่แข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจ สะท้อนจากผลการดำเนินงานปีงบประมาณที่ผ่านมาซึ่งสามารถลดการขาดดุลงบประมาณจาก 4.4% เหลือเพียง 3.4% ต่อจีดีพี เข้าใกล้เป้าหมายตามแผนการคลังระยะปานกลาง ที่ต้องลดการขาดดุลคลังให้ต่ำกว่า 3% ภายใน 3 ปี
ความสำเร็จนี้สะท้อนผ่านสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ S&P Global Ratings, Moody's Ratings และ Fitch Ratings ปรับแนวโน้มความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจากมุมมองเชิงลบ (Negative Outlook) ขึ้นมาสู่ระดับเสถียรภาพ (Stable Outlook)
นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า การรักษาวินัยทางการคลังและเสถียรภาพดังกล่าว ส่งผลเชิงบวกต่อต้นทุนการกู้ยืมของประเทศ ให้อยู่ในระดับต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ สะท้อนจากอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของไทยซึ่งอยู่ที่ราว 2% ใกล้เคียงกับสิงคโปร์ที่ 2.3% ต่ำกว่าหลายประเทศ เช่น สหรัฐที่ 5%, อินโดนีเซียที่ 8% และมาเลเซียที่ 4%
โดยการควบคุมต้นทุนทางการเงินของรัฐบาลให้อยู่ในระดับต่ำนี้ ไม่เพียงแต่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนต่างชาติ แต่ยังช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมและภาระทางการเงินของภาคเอกชนรวมถึงประชาชนในประเทศด้วย
"เรื่องเพดานหนี้สาธารณะ ผมยืนยันว่าไม่ขยายแน่นอน วันนี้มาตรฐานโลกเขาอยู่ที่ 90-100% ของไทยยังอยู่ที่ 70% ถือว่าเข้มแข็ง แต่ผมพยายามจะดึงให้ลดลง ทำให้ประเทศไทยเป็นหนี้น้อยลง ก่อนหน้านี้ผมเคยพูดว่า วินัยการคลัง คือ กองหลังที่แข็งแกร่ง วันนี้สะท้อนผลมาแล้ว ดอกเบี้ยกู้ยืมของไทยถือว่าถูกมาก อันนี้คือผลพลอยได้"





