“หอการค้า” ชี้ ผลเลือกตั้งสหรัฐ ลดแรงกดดันฝ่ายบริหาร เปิดทางคลี่คลายสงครามการค้า ลดขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานผ่อนคลาย
KEY POINTS
- หอการค้าไทยมองว่าผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ที่ฝ่ายค้านมีเสียงเพิ่มขึ้น จะทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องระมัดระวังในการดำเนินนโยบายมากขึ้น
- การที่ฝ่ายบริหารสหรัฐฯ ไม่สามารถผลักดันมาตรการต่างๆ ได้โดยลำพัง อาจเป็นแนวทางนำไปสู่การคลี่คลายความขัดแย้งและสงครามการค้า
- หากความขัดแย้งระหว่างประเทศลดลง จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลกและไทย โดยช่วยลดต้นทุนด้านพลังงาน (น้ำมันและก๊าซ) และต้นทุนในห่วงโซ่อุปทานโลก
การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐมีแนวโน้มส่งผลต่อการบริหารของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งออกมายอมรับว่าสงครามอิหร่านเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้พรรครีพับลิกันพ่ายแพ้เป็นวงกว้างในการเลือกตั้งกลางเทอมเมื่อวันที่ 3 พ.ย.2569
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ หากเป็นไปตามแนวโน้มที่ฝ่ายค้านมีจำนวนเสียงเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ อาจทำให้ฝ่ายบริหารต้องระวังในการตัดสินใจและดำเนินนโยบายมากขึ้น เนื่องจากการขับเคลื่อนมาตรการรัฐบาลต้องได้รับการสนับสนุนจากเสียงในสภา โดยไม่สามารถผลักดันทุกมาตรการได้ลำพังเหมือนช่วงที่มีเสียงสนับสนุนเพียงพอ
สำหรับผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐมีส่วนกำหนดทิศทางการบริหารประเทศและการดำเนินนโยบายรัฐบาลสหรัฐ และมีความเชื่อมโยงสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก
รวมทั้งหากความขัดแย้งระหว่างประเทศคลี่คลายได้จะลดต้นทุนทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะราคาน้ำมันและก๊าซ รวมถึงต้นทุนในห่วงโซ่อุปทานโลก และช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นตัว ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของห่วงโซ่อุปสงค์ (Demand Chain) ตามมา
“หากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ลดลง จะช่วยบรรเทาภาระต้นทุนของประเทศต่าง ๆ ทั้งด้านพลังงาน การผลิต และการค้า ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย” ดร.พจน์ กล่าว
เตือนประชาชนอย่าเพิ่งตื่นตระหนก
ดร.พจน์ กล่าวว่า ส่วนกรณีความกังวลเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์และสถานการณ์ความตึงเครียดในต่างประเทศ ขณะนี้ยังมีรายละเอียดไม่ชัดเจน จึงขอรอความชัดเจนจากรัฐบาลก่อนแสดงความคิดเห็น
อย่างไรก็ตาม มองว่าประเด็นดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติและความเสี่ยงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามความซับซ้อนของสถานการณ์โลกและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
สำหรับประเทศไทยถือว่ามีความได้เปรียบหลายประเทศ โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางอาหาร เนื่องจากเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ มีอาหารเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศและยังมีศักยภาพในการส่งออก แตกต่างจากหลายประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารเป็นหลัก
ดังนั้น แม้เกิดสถานการณ์วิกฤติหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่ไทยยังมีโอกาสรักษาความมั่นคงด้านอาหารได้ระดับหนึ่ง
“ประชาชนควรเตรียมความพร้อมและสำรองสิ่งของจำเป็นระดับที่เหมาะสม แต่ไม่ควรตื่นตระหนกจนถึงขั้นกักตุนสินค้า เพราะอาจทำให้สินค้าขาดตลาดและผลักดันราคาสูงขึ้นจนสร้างความปั่นป่วนต่อระบบเศรษฐกิจและความเดือดร้อนประชาชนมากกว่าเดิม” ดร.พจน์ กล่าว
แนะติดตามความขัดแย้งขยายวง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องเฝ้าระวัง คือ ผลกระทบต่อระบบขนส่งและโลจิสติกส์ เนื่องจากประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ หากเกิดปัญหาด้านการขนส่งหรือสถานการณ์ความขัดแย้งขยายวงกว้าง ย่อมส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งและราคาสินค้าในประเทศ แม้มีอาหารเพียงพอ แต่ต้องเตรียมรับมือกับผลกระทบทางอ้อม
ส่วนกรณีอิหร่านขู่ตัดสายเคเบิลใต้น้ำบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ นั้น ประเมินว่าอาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทยบ้าง แต่จากข้อมูลที่ได้รับ ประเทศไทยไม่ได้พึ่งพาเส้นทางสายเคเบิลดังกล่าวโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามผลกระทบทางอ้อมที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศในภูมิภาคเอเชียและระบบเศรษฐกิจโลก





