วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

'อัทธ์ พิศาลวานิช' ชี้ ผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ ไทยลุ้นลดภาษีทรัมป์

“อัทธ์ พิศาลวานิช” วิเคราะห์ผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ปี 2569 ชี้พรรคเดโมแครตมีโอกาสสูงถึง 65% ที่จะครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ส่งผลให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำงานยากขึ้น  เปิดทางลดภาษีไทยเหลือ 10%

KEY POINTS

  • ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่พรรคเดโมแครตจะชนะและครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส
  • หากเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา จะเป็นการจำกัดอำนาจประธานาธิบดีสหรัฐฯ และเปิดโอกาสให้ไทยเจรจาลดภาษีนำ

รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดวิเคราะห์ “ผลเลือกตั้งกลางเทอม 2026 สหรัฐฯ : ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย” ว่า  ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2569 พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 218 คน และสมาชิกวุฒิสภา 53 คน ขณะที่พรรคเดโมแครตมี ส.ส. 214 คน และ ส.ว. 45 คน

การเลือกตั้งวันที่ 4 ก.ย.2569 การวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งของสำนักต่าง ๆ มีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกันว่า พรรคเดโมแครตมีโอกาสสูงที่จะชนะการเลือกตั้งในสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่การแข่งขันในวุฒิสภายังคงสูสี โดย Decision Desk HQ คาดการณ์ว่าเดโมแครตจะได้ 241 ที่นั่ง รีพับลิกัน 194 ที่นั่ง ส่วน The Economist คาดว่าเดโมแครตจะได้ 234 ที่นั่ง และรีพับลิกัน 201 ที่นั่ง

สำหรับฉากทัศน์ทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นมี 2 รูปแบบ ได้แก่ พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา มีโอกาสเกิดขึ้น 65% และพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร แต่พรรครีพับลิกันยังรักษาเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้ มีโอกาสเกิดขึ้น 35%

ทั้งนี้ หากเดโมแครตสามารถครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา จะทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์เผชิญข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายมากขึ้น โดยเฉพาะการต่อรองงบประมาณและการผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับนโยบายภายในประเทศ รวมถึงการตรวจสอบและจำกัดอำนาจประธานาธิบดีในการขึ้นภาษีนำเข้า

ขณะเดียวกัน ยังมีโอกาสที่สภาคองเกรสจะผลักดันกฎหมายจำกัดการใช้กำลังทางทหารในสงครามอิหร่าน ซึ่งหากการเจรจาระหว่างประเทศมีความคืบหน้า และการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาคล่องตัว จะส่งผลดีต่อราคาพลังงานและเศรษฐกิจโลก

หากสถานการณ์เป็นไปตามฉากทัศน์ที่เดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) มีโอกาสปรับลดลง 9.7% จากระดับ 103.60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เหลือ 93.60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

สำหรับประเทศไทย หากต้นทุนที่ลดลงส่งผ่านมายังราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไทย ทำให้ราคาลดลง 3-5% และสินค้ากลุ่มดังกล่าวมีน้ำหนัก 5% ในตะกร้าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) จะช่วยให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยต่ำกว่ากรณีฐานประมาณ 0.15-0.25 % และมีโอกาสที่ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะภาษีตามมาตรา 301 ในกรณีสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานบังคับ ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 12.5% มีโอกาสปรับลดลงเหลือ 10% หากสภาคองเกรสสามารถผลักดันกฎหมายจำกัดอำนาจประธานาธิบดีในการขึ้นภาษีนำเข้าได้สำเร็จ

ขณะเดียวกัน หากเดโมแครตได้เสียงข้างมากเฉพาะสภาล่าง แต่รีพับลิกันยังครองวุฒิสภา ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวที่ระดับ 103.60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรืออาจต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ ขึ้นอยู่กับความคืบหน้าของการเจรจา ขณะที่ภาษีนำเข้าสินค้าไทยยังคงอยู่ที่ 12.5% และอัตราเงินเฟ้อกับดอกเบี้ยของไทยไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากกรณีฐาน

ทั้งนี้มีข้อเสนอแนะต่อประเทศไทย มี 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่ เร่งเจรจากับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เพื่อขอลดภาษีตามมาตรา 301 จาก 12.5% เหลือ 10% พร้อมขอทบทวนภาษีเป็นรายสินค้า เตรียมหลักฐานที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยเฉพาะข้อมูลแหล่งกำเนิดวัตถุดิบและหลักฐานด้านแรงงาน เพื่อรองรับการตรวจสอบจากสหรัฐฯ

รวมทั้งเตรียมรับมือความผันผวนของราคาน้ำมัน ติดตามสถานการณ์การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และเตรียมมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางหากต้นทุนพลังงานเพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนรักษาตลาดส่งออกสหรัฐฯ ควบคู่กับการกระจายตลาดใหม่ และเปรียบเทียบอัตราภาษีสินค้ากับประเทศคู่แข่ง เพื่อรักษาคำสั่งซื้อเดิมและเพิ่มโอกาสทางการค้า

ทั้งนี้ ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะไม่เพียงส่งผลต่อทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ แต่ยังเชื่อมโยงถึงราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และต้นทุนทางเศรษฐกิจของไทยด้วย