สวก. หนุนแพลตฟอร์ม NESW เป็นศูนย์กลางข้อมูลแปลงเกษตร ช่วยผู้ประกอบการและเกษตรกรรายย่อยตรวจสอบย้อนกลับ รองรับกฎระเบียบ EUDR ก่อนบังคับใช้ 30 ธ.ค. นี้
KEY POINTS
- สวก. สนับสนุนการพัฒนาแพลตฟอร์มกลาง "NESW" (National EUDR Single Window) เพื่อช่วยภาคเกษตรไทยเตรียมรับมือมาตรการ EUDR ของสหภาพยุโรปที่จะเริ่มบังคับใช้ปลายปี 2567
- แพลตฟอร์ม NESW ทำหน้าที่รวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลพิกัดแปลงเกษตร เพื่อใช้ตรวจสอบย้อนกลับสินค้า 7 ชนิด (เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน) ว่าปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าตามข้อกำหนด
- NESW ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยลดต้นทุนและความซับซ้อนในการจัดทำข้อมูลและรายงานสำหรับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย เพื่อรักษาโอกาสทางการค้าในตลาด EU
- สวก. จะส่งมอบการบริหารจัดการแพลตฟอร์มให้กรมส่งเสริมการเกษตรภายในเดือนธันวาคม 2567 เพื่อให้เกิดการใช้งานอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
กติกาการค้าโลกเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อสหภาพยุโรปเตรียมบังคับใช้กฎระเบียบ EUDR สิ้นปีนี้ ภาคเกษตรไทยจึงต้องเร่งปรับตัวครั้งใหญ่
- นับถอยหลังกฎระเบียบ EUDR และความท้าทายของเกษตรไทย
นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (ARDA) หรือ สวก. เปิดเผยว่า อีกเพียง 56 วัน ก่อนถึงกำหนดบังคับใช้กฎระเบียบสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EU Deforestation Regulation: EUDR) โดยจะเริ่มขึ้นวันที่ 30 ธันวาคม 2569 กติกาการค้าครั้งสำคัญที่กำลังเปลี่ยนเงื่อนไขการแข่งขันของสินค้าเกษตรในตลาดโลก โดยเฉพาะสินค้าเกษตร 7 กลุ่ม ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ไม้ กาแฟ โกโก้ โค และถั่วเหลือง รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีข้อมูลแหล่งผลิตที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ และหลักฐานยืนยันว่าสินค้าไม่ได้มาจากพื้นที่ที่มีการตัดไม้ทำลายป่าหลังวันที่ 31 ธันวาคม 2563 นับเป็นโจทย์สำคัญของภาคเกษตรไทยที่ต้องเร่งปรับตัว เพื่อรักษาโอกาสทางการค้าและความสามารถในการแข่งขันในตลาดสหภาพยุโรป
- ข้อมูลกระจัดกระจายสร้างความท้าทายให้รายย่อย
ทั้งนี้ ห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรไทยมีความซับซ้อน โดยเฉพาะการรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรรายย่อยหลายพื้นที่ ขณะที่ข้อมูลพิกัดแปลงเกษตร ข้อมูลการซื้อขาย การใช้ประโยชน์ที่ดิน และหลักฐานความถูกต้องตามกฎหมาย กระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน ส่งผลให้การตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทานเป็นเรื่องท้าทาย หากไม่สามารถจัดเตรียมข้อมูลได้ครบถ้วน อาจกระทบต่อความรวดเร็วในการตรวจสอบและโอกาสทางการค้า การพัฒนาระบบข้อมูลกลางที่เชื่อมโยงกันได้จึงเป็นกลไกสำคัญในการลดข้อจำกัดดังกล่าว โดยเฉพาะสำหรับเกษตรกรรายย่อยและผู้ประกอบการที่ต้องปรับตัวรับกติกาใหม่
- ทางออกด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัล NESW
เพื่อรองรับข้อกำหนด EUDR อย่างเป็นรูปธรรม ARDA ในฐานะหน่วยบริหารจัดการทุนวิจัย (PMU) ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สนับสนุนทุนวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์ม National EUDR Single Window (NESW) บนเว็บไซต์ EUDRThai.com ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม 2569 ปัจจุบันมีข้อมูลแปลงเกษตรในระบบกว่า 2.2 ล้านแปลง ผู้ใช้งานกว่า 400 ราย และมีการจัดทำรายงานการตรวจสอบสถานะสินค้า (Due Diligence Report: DDR) จำนวน 30 รายงาน ซึ่งพร้อมส่งต่อให้กับผู้นำเข้าฝั่ง EU สะท้อนความก้าวหน้าในการเชื่อมโยงข้อมูลแหล่งผลิต พิกัดแปลงเกษตร และพื้นที่ป่าไม้ เพื่อสนับสนุนการตรวจสอบย้อนกลับและประเมินความเสี่ยง ช่วยให้ผู้ประกอบการจัดเตรียมข้อมูลตามข้อกำหนด EUDR ได้อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงและพัฒนาฟังก์ชันให้สอดคล้องกับกติกาการค้าระหว่างประเทศในอนาคต
- จัดสัมมนา “EUDR Connect” หนุนสร้างความพร้อมและสาธิตจำลองเส้นทางสินค้าจริง
“สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร ได้จัดสัมมนา “EUDR Connect : From Farm to EU” ขึ้นเพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน สร้างความพร้อมให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยรับมือกติกาการค้าใหม่ของสหภาพยุโรป โดยไฮไลต์สำคัญคือกิจกรรม “Check Your EUDR Readiness” เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสำรวจและประเมินความพร้อมของธุรกิจตนเอง ทั้งด้านข้อมูลแหล่งผลิต การตรวจสอบย้อนกลับ และการจัดเตรียมหลักฐานสำหรับคู่ค้าในสหภาพยุโรป”
ในงานสัมมนาได้นำเสนอศักยภาพแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ช่วยจัดการข้อมูลและประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ พร้อมสาธิต “EUDR Live Shipment” จำลองเส้นทางสินค้าจากแปลงเกษตร ผ่านกระบวนการรวบรวมและเคลื่อนย้ายผลผลิต จนถึงการส่งออก เพื่อให้เห็นภาพการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างเป็นรูปธรรม โดยสามารถหาข้อมูลเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัย ทั้งด้านพิกัดแปลงเกษตร ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และข้อกำหนดทางกฎหมาย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำความรู้และเครื่องมือไปปรับใช้ได้จริง
- ARDA ผนึกกำลังกรมส่งเสริมการเกษตร เตรียมส่งมอบภารกิจ NESW ภายในเดือนธันวาคม 2569
ทั้งนี้ เพื่อให้แพลตฟอร์ม NESW สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องและขยายการใช้ประโยชน์สู่ภาคเกษตรไทยในวงกว้าง ARDA ได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตรในการเตรียมความพร้อมเพื่อส่งต่อภารกิจการบริหารจัดการแพลตฟอร์มให้แก่กรมส่งเสริมการเกษตร ตามมติคณะกรรมการบริหารจัดการสินค้าเกษตรที่ปลอดการตัดไม้ทำลายป่า โดยปัจจุบันทั้งสองหน่วยงานอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรระบบและการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถให้บริการแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการได้อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569 “การขับเคลื่อน NESW จึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล แต่เป็นการวางรากฐานระบบข้อมูลสินค้าเกษตรไทยให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงองค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง และเพิ่มความพร้อมของภาคเกษตรไทยในการรับมือกติกาการค้าระหว่างประเทศ เพื่อรักษาโอกาสการส่งออกและเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกอย่างยั่งยืน"
- หอการค้าไทยแนะใช้แพลตฟอร์ม NESW ช่วยลดต้นทุนลดความซ้ำซ้อน
นายคมกริช นาคะลักษณ์ กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย รองประธานคณะกรรมการเพิ่มมูลค่าพืชเกษตรและคณะทำงานพืชเศรษฐกิจหลัก กล่าวในงานสัมมนา EUDR Connect : From Farm to EU ว่า ภาคเอกชนในกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โดยเฉพาะยางพารา ได้มีการเตรียมความพร้อมและปรับตัวล่วงหน้ามาเป็นระยะเวลาหลายปีแล้ว เนื่องจากตลาดต่างประเทศมีความต้องการและให้ความสำคัญกับมาตรฐานดังกล่าว
ในทางกลับกัน เกษตรกรรายย่อยและผู้ประกอบการขนาดเล็กยังคงมีความกังวลและขาดความเข้าใจในกระบวนการปฏิบัติ เนื่องจากข้อกำหนดมีความซับซ้อนและมีกรอบเวลาที่จำกัด ซึ่งทุกภาคส่วนต้องเร่งให้ความช่วยเหลือและถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อลดช่องว่างนี้
ซึ่งกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับตามข้อกำหนดของ EUDR มีความเข้มงวดและละเอียดสูงมาก ผู้ซื้อจากฝั่งยุโรปมักมีคำขอและเช็คลิสต์เอกสารสนับสนุนที่แตกต่างกันในแต่ละราย สร้างความท้าทายให้กับผู้ส่งออกไทยในการจัดเตรียมเอกสารให้สอดคล้องตรงกัน
การสุ่มตรวจแปลงเกษตรของอุตสาหกรรมมีความเข้มงวด หากตรวจพบความผิดพลาดหรือข้อบกพร่องเพียงแปลงเดียวในล็อตการผลิต ก็อาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมและทำให้สินค้าทั้งล็อตไม่ผ่านการตรวจสอบ การใช้แผนที่หรือพิกัดจากเครื่องมือทั่วไป เช่น Google Maps อาจเกิดความคลาดเคลื่อนเมื่อนำไปเทียบเคียงกับชั้นข้อมูลและมาตรฐานสากล จึงจำเป็นต้องอาศัยการลงพื้นที่สำรวจพิกัดแปลงจริง เพื่อความถูกต้องแม่นยำ
การมีแพลตฟอร์มกลางอย่าง National EUDR Single Window (NESW) รวมถึงการสนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรจากภาครัฐ ถือเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยลดต้นทุนและลดความซ้ำซ้อนให้แก่ผู้ประกอบการ แพลตฟอร์มดังกล่าวช่วยให้การรวบรวมข้อมูลรายชื่อเกษตรกรและพิกัดแปลงปลูกมีความเป็นระบบ สามารถนำข้อมูลเดิมที่มีอยู่มาเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบกลางเพื่อตรวจสอบความเสี่ยง เช่น การตรวจสอบสถานะปลอดการตัดไม้ทำลายป่า ก่อนส่งออกจริง ทั้งหมดนี้การเริ่มต้นระบบล่วงหน้าช่วยสร้างความได้เปรียบและความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าในสหภาพยุโรป ว่าห่วงโซ่อุปทานของไทยมีความโปร่งใสและพร้อมปฏิบัติตามกฎระเบียบสากล
“กลุ่มผู้ซื้อรายใหญ่ในยุโรปมีความต้องการและสั่งซื้อสินค้าที่มีระบบตรวจสอบย้อนกลับอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลา 3 ปีแล้ว โดยมักมีคำขอและเช็คลิสต์เอกสารสนับสนุนที่แตกต่างกันในแต่ละราย ทำให้ผู้ประกอบการต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานและจัดเตรียมข้อมูลให้สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะของคู่ค้าแต่ละราย ซึ่งถือเป็นภาระงานที่ซับซ้อน”
กระบวนการตรวจสอบของยุโรปมีความละเอียดและเข้มงวดมาก มีการสุ่มตรวจแปลงเกษตรในแต่ละล็อตอย่างละเอียด หากพบว่ามีแปลงใดแปลงหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานเกิดข้อผิดพลาดหรือไม่ผ่านเกณฑ์ จะส่งผลกระทบให้สินค้าทั้งล็อตถูกตีตกทันที ปัญหาใหญ่ที่สุดในมุมมองของภาคเอกชนคือ “รายย่อย” ที่ยังขาดความเข้าใจและไม่พร้อม ในขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ออาจปรับตัวได้ง่ายและมีต้นทุนในการบริหารจัดการ แต่หากกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยไม่สามารถเข้าถึงระบบข้อมูลหรือจัดเตรียมเอกสารได้ทัน จะส่งผลให้สูญเสียโอกาสทางการค้าและเสี่ยงต่อการถูกปฏิเสธจากตลาด EU
- ศรีเจริญปาล์มออยล์ ดันระบบเอกชน cross-check พร้อมรับมือมาตรฐานแรงงานเข้มงวด
สุดารัตน์ หนูรอด หัวหน้าฝ่ายกำกับดูแลและบริหารทั่วไป บริษัท ศรีเจริญปาล์มออยล์ จำกัด กล่าวว่า การรับซื้อวัตถุดิบส่วนใหญ่ของบริษัทมาจากเกษตรกรรายย่อย ทั้งจากการรับซื้อโดยตรงและผ่านคนกลาง ทำให้ข้อมูลพื้นฐาน เช่น รายชื่อเกษตรกร พิกัดแปลงปลูก และสภาพสวน มักไม่ครบถ้วนในที่เดียว ซึ่งการรวบรวมข้อมูลเหล่านี้มีต้นทุนและค่าใช้จ่ายสูงสำหรับผู้ประกอบการ
โดยเกษตรกรรายย่อยส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกำหนดของ EUDR แม้ประเทศไทยจะได้เปรียบในแง่ที่เป็นประเทศกลุ่มเสี่ยงต่ำ ซึ่งมีการตรวจสอบน้อย แต่ความเสี่ยงจากการไม่มีระบบตรวจสอบหรือการทำข้อมูลแบบ “มั่วๆ ไปก่อน” อาจนำไปสู่การถูกปฏิเสธการนำเข้าและส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว
จากปัญหาที่เกิดขึ้นและการรอรับการแก้ไขจากระบบภาครัฐในระยะแรกที่ล่าช้า ผู้ประกอบการภาคเอกชนรายใหญ่จึงต้องพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับของตนเองขึ้นมาเพื่อใช้ cross-check ข้อมูล โดยโรงงานและผู้ส่งออกต้องลงพื้นที่ตรวจสอบแปลงปลูกจริง เพื่อจำแนกและยืนยันว่าวัตถุดิบมาจากพื้นที่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย EUDR อย่างชัดเจน ไม่มีการปะปนระหว่างสินค้าที่ปฏิบัติตามกฎระเบียบและไม่ปฏิบัติตาม
นอกจากนี้ EUDR ยังเชื่อมโยงไปถึงการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานในมิติอื่นๆ เช่น การใช้แรงงาน รวมถึงแรงงานในแปลงและสวัสดิการของเด็กที่มากับแรงงาน สุขอนามัย และความปลอดภัย ซึ่งมาตรฐานของฝั่งผู้ซื้อในยุโรปมีความเข้มงวดและละเอียดถี่ถ้วนมาก เกษตรกรจึงต้องให้ความสำคัญและปรับตัว
- สอท. ลงพื้นที่เก็บพิกัดจริงรับมือความเข้มงวดระดับสากล
นายเฉลิม โกกนุทาภรณ์ รองประธานสถาบันอุตสาหกรรมเกษตร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) กล่าวว่า การตื่นตัวของผู้ประกอบการรายใหญ่: ภาคเอกชนรายใหญ่ในอุตสาหกรรม โดยเฉพาะยางพารา ได้เตรียมความพร้อมและปรับตัวล่วงหน้ามาเป็นระยะเวลาหลายปีแล้ว เนื่องจากกลุ่มผู้ซื้อระดับโลกมีความต้องการข้อมูลและมาตรฐานความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้กระบวนการตรวจสอบของ EU มีความเข้มงวดสูงมาก มีการสุ่มตรวจแปลงเกษตรอย่างละเอียด หากแปลงใดแปลงหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานเกิดข้อผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ก็จะส่งผลให้สินค้าทั้งล็อตถูกปฏิเสธทันที
การตรวจสอบแปลงยางพาราโดยการใช้เครื่องมือแผนที่ทั่วไปอย่าง Google Maps ไม่เพียงพอต่อการตรวจสอบในระดับสากล เนื่องจากมักเกิดความคลาดเคลื่อนเมื่อเทียบเคียงกับชั้นข้อมูลหลายเลเยอร์ของยุโรป ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องลงพื้นที่เก็บพิกัดแปลงจริง และพัฒนาระบบฐานข้อมูลของตนเองคู่ขนานไปกับระบบของรัฐ
ความท้าทายที่น่ากังวลที่สุดคือเกษตรกรรายย่อยและผู้ประกอบการขนาดเล็กที่ยังขาดความเข้าใจและเข้าไม่ถึงระบบข้อมูล ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการถูกตัดออกจากห่วงโซ่อุปทานหากไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างทันท่วงที
- มกอช. เร่งบูรณาการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ดัน NESW ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเชื่อมั่น
นันทิยา นันทิยะกุล ผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายระหว่างประเทศที่ 4 สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายเนื่องจากมีมูลค่าการค้าสินค้าเกษตร 7 กลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูง และในระยะแรกข้อมูลมีความกระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ
ภาครัฐจึงได้บูรณาการร่วมกันเพื่อศึกษาข้อกฎหมายและจัดทำกรอบนโยบายระดับชาติขึ้นมา ซึ่งรัฐได้เร่งผลักดันการขึ้นทะเบียนเกษตรกรและจัดทำแผนที่แปลงปลูก เช่น กรมส่งเสริมการเกษตรที่ได้ดำเนินการไปแล้วกว่า 3 แสนราย และในส่วนของยางพาราที่มีการขึ้นทะเบียนและวาดแปลงในสัดส่วนที่สูงมาก เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการยืนยันแหล่งที่มาของสินค้า
ในส่วนของเกษตรกรรายย่อยที่เป็นข้อกังวล รัฐได้พยายามพัฒนาและสนับสนุนแพลตฟอร์มกลาง เช่น NESW เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าใช้งานได้โดยไม่เพิ่มภาระค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจากับทาง EU เพื่อสะท้อนข้อกังวลและลดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้เล่นรายใหญ่และรายย่อย
พร้อมทั้งเร่งรัดปรับปรุงฐานข้อมูลกฎหมายไทยให้ครอบคลุมและสอดรับกับข้อกำหนด 8 หมวดของ EUDR เพื่อให้มั่นใจว่าเอกสารการรับรองและใบ Certificate ต่างๆ จากภาครัฐจะสามารถช่วยอำนวยความสะดวกและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้นำเข้าฝั่งยุโรปได้
การรับมือกับกติกา EUDR ไม่ใช่แค่ภาระทางกฎหมาย แต่เป็นก้าวสำคัญยกระดับมาตรฐานเกษตรไทย ทุกภาคส่วนจึงต้องเร่งบูรณาการข้อมูลและหนุนเกษตรกรรายย่อยอย่างจริงจัง เพื่อรักษาตลาดส่งออกและสร้างความยั่งยืนในเวทีโลก





