กกร. ปรับเพิ่มจีดีพีปี 69 โต 2.4-2.6% จากเดิม 2.1-2.5 % ห่วงเศรษฐกิจโตแบบ K-shape ผลประโยชน์กระจุกตัวในกลุ่ม AI และ Data Center หนุนรัฐปรับภาษี BEV และ REEV ฟื้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ชี้ ผลเลือกตั้ง เปิดทางคลี่คลายสงครามการค้า ลดขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ดันต้นทุนพลังงาน–ห่วงโซ่อุปทานลดลง
KEY POINTS
- กกร. ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 2569 เป็นขยายตัว 2.4-2.6% จากเดิมที่คาดไว้ 2.1-2.5%
- พร้อมกันนี้ได้ปรับเพิ่มประมาณการส่งออกเป็น 18-22% และปรับลดอัตราเงินเฟ้อลงมาอยู่ที่ 2.1-2.5%
- การปรับประมาณการเป็นผลมาจากการปรับปรุงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ที่สะท้อนภาพการผลิตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีที่ขยายตัวสูง
- กกร. ยังคงจับตาความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายและเศรษฐกิจโลก
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยภายหลังการประชุม กกร.ว่า การประชุม IMF-World Bank Group ที่เพิ่งเสร็จสิ้นลง ถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจระลอกใหม่ หรือ Second Take-off
โดยไทยมีศักยภาพที่จะเป็น Trusted Connector เชื่อมโยงการลงทุนระลอกใหม่ที่กำลังไหลเข้าสู่ประเทศ ทั้งอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่สอดคล้องกับแนวโน้มโลก และการลงทุนด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อผลักดันประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ทั้งนี้ กกร. พร้อมร่วมขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายตามแนวทาง Reinvent Thailand ผ่านกลไก กรอ. เพื่อยกระดับผลิตภาพและพัฒนาทุนมนุษย์ สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ยั่งยืน และทั่วถึง
อย่างไรก็ตาม กกร. มองว่าความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวในระดับสูงประมาณ 105-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงต้นเดือนพ.ย. และมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจะส่งผลต่อค่าครองชีพและกดดันเงินเฟ้อ
ขณะที่ภาครัฐหลายประเทศมีข้อจำกัดในการใช้มาตรการทางการคลังมากขึ้นนอกจากนี้ ตลาดการเงินยังเผชิญแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวที่อยู่ในระดับสูง
รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับภาวะฟองสบู่ในธุรกิจ AI ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในระยะข้างหน้า
ดร.พจน์ กล่าวว่า สำหรับเศรษฐกิจไทย การปรับปรุงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ทำให้เห็นภาพภาคการผลิตที่ดีขึ้น โดยดัชนีใหม่ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ขยายตัว 2.6% จากเดิมที่ดัชนีชี้ว่าภาคการผลิตหดตัว
ขณะที่สินค้าในกลุ่มเทคโนโลยีขยายตัวสูงถึง 18.9% สอดคล้องกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เร่งตัวขึ้นก่อนหน้านี้ และการส่งออกที่เติบโตสูงในปีนี้
“ กกร. ได้ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็นขยายตัว 2.4-2.6% จากเดิมคาด 2.1-2.5% พร้อมปรับเพิ่มประมาณการส่งออกเป็นขยายตัว 18-22% จากเดิม 12-16% ส่วนอัตราเงินเฟ้อปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.1-2.5% จากเดิมคาด 2.5-3.0%” ดร.พจน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม กกร. ยังมีความกังวลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีลักษณะ K-shape มากขึ้น โดยกลุ่มธุรกิจขาขึ้นได้รับประโยชน์จากกระแสการลงทุน AI และ Data Center ของโลก แต่มีสัดส่วนการใช้วัตถุดิบนำเข้าสูงถึงประมาณ 60% ทำให้ผลบวกที่ส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยมีจำกัด
ขณะที่ธุรกิจกลุ่ม K ขาล่างยังเผชิญปัญหากำลังซื้อภายในประเทศที่อ่อนแอ กกร. จึงเห็นว่าจำเป็นต้องเร่งกระจายผลประโยชน์จากการเติบโตของกลุ่ม K ขาขึ้น ให้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวม ผ่านการสร้างมูลค่าเพิ่ม การจ้างงานคนไทย และการใช้ห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ
รวมถึงยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจกลุ่ม K ขาล่าง เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยได้รับประโยชน์จากการเติบโตอย่างทั่วถึงมากขึ้น
ด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ กกร. สนับสนุนแนวทางภาครัฐในการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ BEV และ REEV นำเข้าสำเร็จรูป (CBU) เป็น 35% โดยมองเป็นกลไกสำคัญสนับสนุนการผลิตและการลงทุนในประเทศ ตลอดจนสร้างความเป็นธรรมให้อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน
ทั้งนี้มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย คิดเป็นมูลค่าประมาณ 10% ของจีดีพี และมีการจ้างงานกว่า 800,000 คน รวมถึงมีผู้ประกอบการ SMEs ในห่วงโซ่อุปทานกว่า 3,000 ราย
กกร. คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2570 เติบโตไม่น้อยกว่า 7% ต่อปี และผลักดันยอดการผลิตรถยนต์ในประเทศกลับขึ้นสู่ระดับ 1.55 ล้านคันต่อปี
พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคตและชิ้นส่วนมูลค่าเพิ่มสูง เช่น E-Parts และ CAV รวมถึงดึงดูดการลงทุนจากพันธมิตรระดับโลกให้เข้ามาจัดตั้งฐานการผลิตและศูนย์วิจัยพัฒนา (R&D) ในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม กกร. มีความกังวลอย่างยิ่งต่อปัญหากากอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยสนับสนุนนโยบายรัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรมในการควบคุม ตรวจสอบกากอุตสาหกรรมนำเข้า และปราบปรามโรงงานที่กระทำผิดกฎหมายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม พร้อมสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดและเป็นธรรม รวมถึงการสั่งปิดโรงงานหรือเพิกถอนใบอนุญาตตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
ทั้งนี้ กกร. ยืนยันหลักการว่า ภาคเอกชนจะไม่ปกป้องผู้กระทำผิด และผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายต้องไม่เสียเปรียบผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย โดยเตรียมประชุมหารือเพื่อจัดทำข้อเสนอแนวทางบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่ เพื่อคุ้มครองประชาชนและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันและความเชื่อมั่นต่อภาคการผลิตไทยในระยะยาว
ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลกยังเผชิญแรงกดดันจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นในระดับ 100-150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลต่อต้นทุนพลังงาน ค่าครองชีพ และเงินเฟ้อ หลายประเทศในยุโรปเริ่มเกิดการชุมนุมประท้วง ขณะที่รัฐบาลมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ เนื่องจากต้องจัดสรรเงินไปดูแลราคาพลังงานและเสริมสร้างความมั่นคง รวมถึงจัดซื้ออาวุธ ทำให้มีงบประมาณเหลือสำหรับพัฒนาเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนน้อยลง
สำหรับผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ เป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา เนื่องจากผลการเลือกตั้งจะมีส่วนกำหนดทิศทางการบริหารประเทศและการดำเนินนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ อาจทำให้ฝ่ายบริหารต้องระมัดระวังในการตัดสินใจและดำเนินนโยบายต่าง ๆ มากขึ้น ซึ่งหากความขัดแย้งระหว่างประเทศสามารถคลี่คลายลงได้ จะช่วยลดต้นทุนทางเศรษฐกิจได้





