"เอกชน" จี้รัฐบาลถึงเวลาที่ต้องผ่าตัดงบประมาณบริหารจัดการน้ำ! ชี้ "แจกเงินเยียวยา" แก้ไม่ตรงจุด เสนอปัดฝุ่นแผนปี 54 พลิกเป็นงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยั่งยืน
KEY POINTS
- นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานกิตติมศักดิ์ ส.อ.ท. ชี้ว่าการใช้งบประมาณเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมปีละหลายหมื่นล้านบาท เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ไม่ได้รวมมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจอีกมหาศาล
- เสนอให้รัฐบาลเปลี่ยนงบเยียวยา มาเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้แก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งอย่างยั่งยืน
- แนะให้นำแผนบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการปี 2554 ที่เคยถูกล้มเลิกไป กลับมาปัดฝุ่นและปรับปรุงให้สอดคล้องกับผังเมืองปัจจุบัน โดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่
- ชี้ว่าการลงทุนในระบบชลประทานจะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร (Agri-Food) เพิ่มพื้นที่ชลประทาน จากปัจจุบันมีเพียง 20% ซึ่งน้อยกว่าเวียดนามที่มีถึง 60-70%
- เสนอให้ปรับเปลี่ยนตัวชี้วัด (KPI) ของภาครัฐ จากการเบิกจ่ายงบเยียวยา เป็นการวัดผลลัพธ์จากการลดจำนวนผู้ประสบภัยและลดมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผย "กรุงเทพธุรกิจ" ถึงการบริหารจัดการงบประมาณของรัฐบาลว่า จากประสบการณ์มหาอุทกภัยในปี 2554 ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากปริมาณฝนตกหนักเหนือเขื่อน ขณะที่การประเมินและการกักเก็บน้ำในเขื่อนอยู่ในสัดส่วนที่สูงโดยไม่มีการเตรียมผันน้ำล่วงหน้า เมื่อเกิดพายุฝนตกหนักใต้เขื่อน ทำให้เขื่อนต้องเร่งระบายน้ำ มวลน้ำมหาศาลจึงไหลทะลักลงสู่ภาคกลางและกรุงเทพมหานคร ส่งผลให้พื้นที่เกษตรกรรม บ้านเรือน และนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ 7 แห่งในภาคกลางต้องจมอยู่ใต้น้ำนานนับเดือน
เหตุการณ์ดังกล่าวกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ระดับโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) ที่ขาดแคลนสินค้า และทำให้นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น เกิดความหวั่นเกรงและสั่นคลอนความเชื่อมั่นเป็นอย่างมาก จนนำไปสู่การระดมสมองระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยคุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ร่วมกับ ดร.อรรชกา ศรีบุญเรือง และผู้แทนภาคเอกชน ซึ่งขณะนี้นตนได้เข้าร่วมประชุมในฐานะรองประธาน ส.อ.ท.
อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาวิจัยพบว่า ประเทศไทยมีฝนตกชุกแต่น้ำฝนถูกกักเก็บไว้ได้เพียง 15% ส่วนอีก 85% ไหลทิ้งลงสู่ทะเลทั้งหมด ประกอบกับปัญหาผังเมืองและการสร้างถนนหนทางขวางเส้นทางน้ำเดิม รวมถึงสิ่งก่อสร้างที่ทับซ้อนพื้นที่รับน้ำธรรมชาติ เช่น บริเวณสนามบินหนองงูเห่า จึงนำไปสู่นโยบายบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนภายใต้งบประมาณราว 3 แสนล้านบาท โดยคัดเลือกบริษัท K-Water จากประเทศเกาหลีใต้เข้ามาจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำ
"แผนดังกล่าวเน้นการสร้างแก้มลิงขนาดใหญ่ (Reservoirs) การกระจายน้ำสู่ระบบชลประทานเกษตรกรรม และการสร้างอุโมงค์ระบายน้ำรวมถึงถนนสองวัตถุประสงค์ (Dual-purpose roads) อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวได้ล้มเลิกไปเนื่องจากการเกิดรัฐประหารในเวลาต่อมา"
ชี้ "งบเยียวยา" ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
นายเกรียงไกร ชี้ให้เห็นว่า ผ่านมากว่า 15 ปี ปัญหาน้ำท่วมกลับมาเกิดขึ้นซ้ำซากและทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นจากภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)และปรากฏการณ์ฝนตกหนักสะสม (Rain Bomb) เช่น ในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่มีฝนตกต่อเนื่องยาวนาน 20-48 ชั่วโมงโดยไม่หยุด
ที่ผ่านมา ภาครัฐใช้วิธีการจัดสรรงบประมาณเยียวยา ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ โดยอนุมัติเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยปีละหลายหมื่นล้านบาท เช่น ในปี 2568 อนุมัติงบเยียวยาไปกว่า 11,739 ล้านบาท และเพิ่มอีก 782 ล้านบาท ส่วนปี 2569 อนุมัติงบช่วยเหลือผู้ประสบภัยกว่า 10,500 ล้านบาท ครอบคลุมกว่า 1.48 ล้านครัวเรือน
อย่างไรก็ตาม เงินเยียวยาดังกล่าวเป็นเพียงตัวเลขจ่ายตรงของภาครัฐ แต่ยังไม่นับรวมมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ ทั้งผลผลิตทางการเกษตร โลจิสติกส์ การหยุดชะงักของภาคอุตสาหกรรม ห่วงโซ่อุปทาน และความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งสร้างความเสียหายทางอ้อมรวมปีละหลายหมื่นล้านบาทโดยที่ประชาชนและเอกชนต้องแบกรับเอง
4 ข้อเสนอการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งอย่างยั่งยืน นายเกรียงไกร ได้เสนอแนวทางขับเคลื่อน 4 ประการสำคัญ ดังนี้
1. นำแผนบริหารจัดการน้ำปี 2554 มาปัดฝุ่นและปรับปรุง (Update) รัฐบาลควรนำโมเดลการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการปี 2554 เช่น แผนแก้มลิง/Reservoir และระบบผันน้ำ มาปรับปรุงแก้ไขประมาณ 10-30% ให้สอดคล้องกับผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐานที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน โดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่
“รัฐบาลอาจจะต้องเปลี่ยนงบประมาณจ่ายเยียวยาภัยพิบัติปลายเหตุ ให้กลายเป็นงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ เพื่อกักเก็บน้ำหลากในหน้าฝนไว้ใช้ในหน้าแล้งอย่างเป็นระบบ”
2. ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่และระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) นำเทคโนโลยี AI, Big Data และข้อมูลดาวเทียม มาใช้ติดตามและวิเคราะห์ปริมาณน้ำฝนอย่างแม่นยำ โดยยกระดับระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าหลายชั่วโมง เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจมีเวลาอพยพและย้ายสิ่งของหรือยานพาหนะได้ทันการณ์ ลดความสูญเสียจากพยากรณ์ที่ผิดพลาด
3. ส่งเสริมความร่วมมือภาครัฐและเอกชน (PPP) ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการบริหารจัดการน้ำ
4. ปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดผลงานภาครัฐ (KPI) ปรับเปลี่ยนจากการวัดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายการเบิกจ่ายงบเยียวยา มาเป็นการวัดจากผลลัพธ์เชิงจริง (Outcome) พร้อมใช้ตัวชี้วัดในการ **ลดจำนวนผู้ประสบภัย ลดมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ และการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก สร้างรายได้ยั่งยืนให้ประชาชน
ยกระดับเกษตรกรรม Agri-Food
นายเกรียงไกร ระบุเพิ่มเติมโดยอ้างอิงจากการหารือร่วมกับสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง IMF และ World Bank ซึ่งเน้นย้ำว่า จุดแข็งสำคัญที่สุดของประเทศไทยคือ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร (Agri-Food) หากประเทศไทยมีระบบบริหารจัดการน้ำที่ดี จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ห่วงโซ่อุปทานได้อย่างมหาศาล
ปัจจุบัน ประเทศไทยมีพื้นที่ชลประทานเพื่อการเกษตรเพียงประมาณ 20% กว่าเท่านั้น และไม่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมาเป็นเวลานาน ในขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม ได้พัฒนาระบบชลประทานเพื่อการเกษตรก้าวกระโดดขึ้นไปถึง 60–70% ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่ (Yield) ของพืชผลเกษตรเวียดนาม เช่น ข้าว แซงหน้าประเทศไทยไปแล้ว
ดังนั้น หากไทยปรับเปลี่ยนงบเยียวยามาเป็นการลงทุนแหล่งกักเก็บน้ำและระบบชลประทาน จะช่วยขยายพื้นที่เพาะปลูก สร้างมั่นคงด้านวัตถุประสงค์น้ำตลอดทั้งปี สร้างรายได้แก่เกษตรกรหลายสิบล้านคน และเพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
"ภาครัฐมีแม่แบบและผลการศึกษาที่สมบูรณ์อยู่แล้ว เพียงแต่นำแผนเดิมมาปรับปรุงให้เข้ากับสภาพกายภาพปัจจุบัน และต้องลงมือทำทันที (Do It Now) เพื่อปกป้องความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว"





