วันเสาร์ ที่ 24 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชำแหละงบ ‘น้ำท่วม’ ป้อง กทม. 10 ปี ‘ผู้ว่าฯ’ 2 ยุค ใช้ 8.6 หมื่นล้าน

กทม. ใช้งบประมาณเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งครอบคลุมการบริหารงานของผู้ว่าฯ 2 ยุค เป็นเงินกว่า 8.6 หมื่นล้านบาท

KEY POINTS

  • กทม. ใช้งบประมาณเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งครอบคลุมการบริหารงานของผู้ว่าฯ 2 ยุค เป็นเงินกว่า 8.6 หมื่นล้านบาท
  • งบประมาณถูกใช้ในยุคผู้ว่าฯ อัศวิน ขวัญเมือง เฉลี่ยปีละ 6.7 พันล้านบาท และในยุคผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เฉลี่ยปีละ 1.15 หมื่นล้านบาท
  • แม้จะใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ยังคงเกิดปัญหาน้ำท่วมรุนแรง และเกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์โครงการในยุคปัจจุบัน เช่น กรณีแก้มลิงคู้บอน และโครงการอุโมงค์บึงหนองบอน
  • องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ACT) ตั้งข้อกังวลถึงความคุ้มค่า ประสิทธิภาพ และความโปร่งใสในการใช้งบประมาณป้องกันน้ำท่วมทั้งหมด

ปัญหา “น้ำท่วมกรุง” กำลังกลายเป็นเรื่องที่ “คนเมืองหลวง” ยี้อย่างแรง หลังการบริหารจัดการน้ำท่วมใน กทม.ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า “หนักหนาสาหัส” บางพื้นที่ปริมาณน้ำมากกว่า “มหาอุทกภัยปี 2554” โดยเฉพาะโซน กทม.ตะวันออก ทั้งลาดกระบัง สวนสยาม หรือหนองจอก จมบาดาลนานนับสัปดาห์ สร้างความเสียหายแก่ประชาชน และเสียหายทางเศรษฐกิจนับพันล้านบาท

เบื้องต้น องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT โดย ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธาน ACT เปิดเผยถึงงบประมาณในการป้องกัน “น้ำท่วม” ของ กทม.ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ใช้งบประมาณไปกว่า 8.6 หมื่นล้านบาท เฉลี่ย 7.8 พันล้านบาทต่อปี และเชื่อว่าจะต้องลงทุนเพิ่มอีกนับแสนล้านบาทในเร็ววันนี้ แต่ทำอย่างไรชาว กทม. จะมั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดน้ำท่วมใหญ่เช่นปีนี้อีกในอนาคต

ข้อมูลจาก ACT Ai โปรแกรมตรวจสอบการใช้จ่ายภาครัฐ พบว่า งบป้องกันน้ำท่วมของ กทม. ยุค “พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง” เป็นผู้ว่าฯ กทม. ช่วงปี 2559 - 2565 ใช้เงินเฉลี่ยปีละ 6.7 พันล้านบาทหรือราว 8.6% ของงบประมาณประจำปี ส่วนยุค “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” เป็นผู้ว่าฯ กทม.สมัยแรก ช่วงปี 2566 – 2569 ใช้เงินเฉลี่ยปีละ 1.15 หมื่นล้านบาท หรือราว 12.2% ของงบประมาณประจำปี

“เชื่อว่าการใช้จ่ายจริงของ กทม. จะมากกว่านี้ หากแต่การรวบรวมให้ครบถ้วนทำได้ยากเพราะ “ชื่อเรียกโครงการ” ถูกตั้งขึ้นแตกต่างหลากหลายมาก อีกทั้งแต่ละภารกิจยังต้องมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง และค่าบริหารจัดการแฝงอยู่อีก” ดร.มานะ ระบุ

เบื้องต้น กรุงเทพธุรกิจ ตรวจสอบพบว่า หากนับเฉพาะโครงการก่อสร้างแก้ปัญหาน้ำท่วม และโครงการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุทกภัยของ กทม. ที่ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างใน 2 ยุคของ “ผู้ว่าฯ กทม.” พบว่า ดำเนินการไปอย่างน้อย 486 โครงการ ใช้วงเงินงบประมาณไปอย่างน้อย 5,749.82 ล้านบาท

ในยุค “พล.ต.อ.อัศวิน” เป็นผู้ว่าฯ กทม. ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างอย่างน้อย จำนวน 282 โครงการ วงเงินรวม 2,981.32 ล้านบาท แบ่งเป็น ปีงบประมาณ 2565 จำนวน 67 โครงการ 965.22 ล้านบาท ปีงบประมาณ 2564 จำนวน 58 โครงการ 148.65 ล้านบาท 

ปีงบประมาณ 2563 จำนวน 59 โครงการ 373.24 ล้านบาท ปีงบประมาณ 2562 จำนวน 53 โครงการ 263.52 ล้านบาท ปีงบประมาณ 2561 จำนวน 24 โครงการ 1,055.23 ล้านบาท ปีงบประมาณ 2560 จำนวน 16 โครงการ 174.99 ล้านบาท ปีงบประมาณ 2559 จำนวน 5 โครงการ 4.7 แสนบาท

ส่วนในยุค “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” เป็นผู้ว่าฯ กทม.สมัยแรก และรอยต่อสมัยที่ 2 พบว่าดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างอย่างน้อย จำนวน 204 โครงการ รวมวงเงิน 2,768.5 ล้านบาท แบ่งเป็น ปีงบประมาณ 2569 (ข้อมูล ณ 1 ต.ค. 2568-30 ก.ย. 2569) จำนวน 38 โครงการ รวมวงเงิน 557.08 ล้านบาท ปีงบประมาณ 2568 จำนวน 40 โครงการ 484.48 ล้านบาท ปีงบประมาณ 2567 จำนวน 65 โครงการ 1,320.43 ล้านบาท ปีงบประมาณ 2566 จำนวน 61 โครงการ 406.51 ล้านบาท

อย่างไรก็ดีใน “ยุคชัชชาติ” ยังมีอยู่ 2 ปมที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในขณะนี้คือ 1.กรณีแก้มลิง “คู้บอน” ที่เป็นกระแสร้อนฉ่า โดยเฉพาะไทม์ไลน์ “เอกชน” ได้มาซึ่งที่ดิน และเรื่องการ “เวนคืน” ที่ดิน โดย “ชัชชาติ” อ้างว่าการเวนคืนที่ดินไม่คุ้มค่า และเรื่องดังกล่าวถูกดำเนินการมาตั้งแต่ในยุค “ผู้ว่าฯ คนก่อน” แล้ว

2.กรณีโครงการก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำ ส่วนต่อขยายจากบึงหนองบอน ถึงคลองประเวศบุรีรมย์ และคลองสี่ วงเงิน 9,561 ล้านบาท ที่ยังคาราคาซัง เนื่องจาก “เอกชน” ผู้ชนะการประกวดราคาคือ กิจการร่วมค้า NC-NB ประกอบด้วย บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) หรือ NWR ร่วมกับ บริษัท ไชน่า เรียลเอสเตท จำกัด แต่ในส่วนของ NWR อาจมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติและความเหมาะสม เนื่องจากมีปัญหาด้านการเงิน จนต้องยื่นศาลล้มละลายกลาง เพื่อขอฟื้นฟูกิจการ

เรื่องนี้ร้อนถึงหลายฝ่าย พยายาม “เบรก” ชัชชาติ ให้ทบทวนเรื่องนี้ให้ถี่ถ้วน อย่าเพิ่งลงนามในสัญญาว่าจ้างเอกชน เพราะส่อขัดต่อหลักกฎหมายได้ แม้แต่ สส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.) อย่าง “ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์” ยังมีข้อเรียกร้องถึง “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ให้เร่งสร้างความชัดเจนต่อโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอนส่วนต่อขยาย จากคลองประเวศบุรีรมย์ถึงคลองสี่ วงเงิน 9,561 ล้านบาท หลังพบว่าบริษัทรับเหมาที่คาดว่าจะชนะการประมูลและได้รับงานนี้ กำลังประสบปัญหาสภาพคล่องอย่างหนักจนศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ

“ณัฐพงศ์” ระบุว่า เห็นด้วยและสนับสนุนให้โครงการส่วนต่อขยายนี้เดินหน้า เพื่อดึงน้ำจากคลองประเวศฯ ไปยังบึงหนองบอนให้ได้เร็วและปริมาณมากขึ้น แต่ปัญหาใหญ่คือบริษัทที่เสนอราคาต่ำสุดและอาจได้งานนี้ไป คือบริษัทที่กำลังเข้าแผนฟื้นฟูกิจการ

ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ บริษัทเดียวกันนี้รับงานของสำนักการระบายน้ำ กทม. อยู่แล้วหลายโครงการ เช่น อุโมงค์คลองเปรมประชากร และอุโมงค์คลองทวีวัฒนา ซึ่งพบว่าทำงานล่าช้ากว่าแผนไปแล้วกว่า 30% หากปล่อยให้บริษัทที่สภาพคล่องมีปัญหาเข้ามารับงานใหญ่นี้อีก แล้วเกิดการทิ้งงานกลางทาง โครงการอาจต้องล่าช้าไปอีกเป็นสิบปี เพราะการหาผู้รับเหมารายใหม่มาแก้งานเป็นเรื่องยากมาก

เพื่อป้องกันความเสี่ยงดังกล่าว “ณัฐพงศ์” เสนอให้ กทม. พิจารณาใช้อำนาจตามประกาศเชิญชวนฯ ของ กทม. ข้อ 6.5 ที่ให้อำนาจคณะกรรมการพิจารณาผลฯ หรือ กทม. ในการเรียกผู้ยื่นข้อเสนอมาชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับฐานะการเงิน และมีสิทธิที่จะไม่รับข้อเสนอ หรือไม่ทำสัญญาหากพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงที่โครงการจะสะดุดระหว่างทาง

ในประเด็นต่าง ๆ ข้างต้น ACT มีข้อกังวล และตั้งประเด็นถึงเรื่องนี้ 6 ข้อคือ 1.เกิดประโยชน์คุ้มค่าตามเป้าหมายหรือไม่ 2.ได้ดำเนินไปแล้วเสร็จตามแผนหรือไม่ 3.เกิดประสิทธิภาพตามแผนของโครงการหรือไม่ 4.การซ่อมบำรุงได้ทำอย่างถูกต้องตามมาตรฐานหรือไม่ 5.การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ได้ประสิทธิภาพ ทำให้คุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่ 6. มีข้อกังวลว่ามีคอร์รัปชันหรือเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนในขั้นตอนใดหรือไม่

ทั้งหมดคือความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการใช้งบประมาณกว่า 8.6 หมื่นล้านบาท ในการ “ป้องกันน้ำท่วม” เฉพาะพื้นที่ กทม.ทั้งในยุค “อัศวิน-ชัชชาติ”

ดังนั้นต้องจับตาดูหลังจากนี้ “ผู้ว่าฯ กทม.” คนปัจจุบัน จะออกแอ็คชั่น หรือมีแผน มาตรการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่