วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

น้ำมันโลกดิ่งแรง! ฉุดหุ้นโรงกลั่น-ปิโตรฯ ร่วงยกแผง โบรกชี้จับตาเลือกตั้งสหรัฐฯ ตัวแปรชี้ชะตาราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันโลกดิ่งกว่า 7% ฉุดหุ้นโรงกลั่น ปิโตรเคมีไทยร่วงยกแผง โบรกชี้จับตาเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เสี่ยงจุดชนวนตึงเครียดรอบใหม่ ขณะที่โรงกลั่นเผชิญแรงกดดัน 2 เด้ง ทั้งราคาน้ำมันขาลงและมาตรการรัฐกระทบค่าการกลั่น

KEY POINTS

  • ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงกว่า 7% ภายในวันเดียว เนื่องจากตลาดคลายความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
  • การปรับตัวลงของราคาน้ำมันได้ฉุดให้ราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีในตลาดหุ้นไทยร่วงลงยกแผง นำโดย PTTEP, IRPC, PTT และ PTTGC
  • นักวิเคราะห์ชี้ว่าผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ เป็นตัวแปรสำคัญ โดยหากพรรคของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับคะแนนเสียงดี อาจทำให้สถานการณ์กลับมาตึงเครียดและส่งผลต่อราคาน้ำมันอีกครั้ง
  • หุ้นกลุ่มโรงกลั่นเผชิญแรงกดดัน 2 ด้าน ทั้งจากมาตรการภาครัฐที่อาจกระทบค่าการกลั่น (GRM) และราคาน้ำมันที่ลดลง
  • หุ้นกลุ่มสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เช่น PTTEP ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันที่ลดลง เนื่องจากราคาขายผลิตภัณฑ์อิงกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก

ความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยภาคเช้า ณ วันที่ 3 พ.ย.2569 หุ้นกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี กอดคอร่วง นำโดย 

หุ้น PTTEP ร่วง 3.80% ลดลง 6.00 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 152.00 บาท  
หุ้น IRPC ร่วง 2.29% ลดลง 0.06 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 2.56 บาท
หุ้น PTT ร่วง 1.83% ลดลง 0.75 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 40.25 บาท 
หุ้น PTTGC ร่วง 1.64% ลดลง 0.75 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 45.00 บาท
หุ้น SPRC ร่วง 1.45% ลดลง 0.20 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 13.60 บาท
หุ้น IVL ร่วง 1.20% ลดลง 0.30 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 24.70 บาท   
หุ้น TOP ร่วง 0.82% ลดลง 0.50 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 60.75 บาท 
หุ้น BCP ร่วง 0.54% ลดลง 0.25 บาท ระดับราคาอยู่ที่ 46.25 บาท
 

น้ำมันโลกดิ่งแรง! ฉุดหุ้นโรงกลั่น-ปิโตรฯ ร่วงยกแผง โบรกชี้จับตาเลือกตั้งสหรัฐฯ ตัวแปรชี้ชะตาราคาน้ำมัน

นลินรัตน์ กิตติกำพลรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง โดยราคาน้ำมันดิบ WTI ลดลงเกือบ 8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ Brent ลดลงเกือบ 9 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือมากกว่า 7% ภายในวันเดียว สาเหตุหลักมาจากตลาดเริ่มคลายความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลังมีข่าวการเจรจาผ่านตัวกลางเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย ทำให้เกิดความคาดหวังว่าสถานการณ์อาจกลับสู่ภาวะปกติ

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยต้องติดตามท่าทีทางการเมืองของสหรัฐฯ รวมถึงผลการเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Election) หากพรรคของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับคะแนนเสียงดี อาจทำให้สถานการณ์กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เนื่องจากท่าทีของทรัมป์มีความผันผวนและมักมีข่าวสารเกี่ยวกับความขัดแย้งออกมาเป็นระยะ

สำหรับผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย มองว่าหุ้นกลุ่มพลังงานได้รับผลกระทบแตกต่างกัน โดยกลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคงหนีไม่พ้น หุ้นโรงกลั่น ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดัน 2 ด้าน ทั้งมาตรการขอความร่วมมือลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่นลง 2 บาทต่อลิตร ซึ่งมีการขยายระยะเวลาออกไปอีก 1 เดือน และการปรับโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่นเป็นการถาวร โดยกำหนดให้โรงกลั่นเป็นผู้รับภาระค่าขนส่งและค่าประกันภัยเอง

ทั้งสองปัจจัยอาจส่งผลกระทบต่อค่าการกลั่น (GRM) ประมาณ 1-2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างราคาในระยะยาว ซึ่งจะกลายเป็นภาระต้นทุนถาวรของธุรกิจ แม้สถานการณ์สงครามจะยุติลงแล้วก็ตาม

ทั้งนี้ ในช่วงที่เกิดสงครามค่าการกลั่นเคยปรับขึ้นไปสูงถึงประมาณ 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปัจจุบัน ขณะที่ระดับปกติของค่าการกลั่นอยู่ที่ประมาณ 5-6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากต้องรับภาระค่าการกลั่นลดลงอีก 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะคิดเป็นผลกระทบสูงถึงประมาณ 20% ของค่าการกลั่นในภาวะปกติ

ส่วนหุ้นกลุ่มสำรวจและผลิตปิโตรเลียม เช่น PTTEP ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันที่ลดลง เนื่องจากราคาขายผลิตภัณฑ์อิงกับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวลงจึงกดดันทั้งแนวโน้มผลประกอบการและราคาหุ้น

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรมองหุ้นพลังงานทุกกลุ่มในทิศทางเดียวกัน เนื่องจากหุ้นโรงไฟฟ้าอย่าง BGRIM และ GPSC มีโอกาสได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ลดลง เพราะใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก ซึ่งราคาก๊าซมีความเชื่อมโยงกับทิศทางราคาน้ำมัน เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวลดลงจึงมีโอกาสช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้าได้

ด้านกลยุทธ์การลงทุน แบ่งเป็น 2 กรณี หากสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายและสงครามยุติลงจริง หุ้นกลุ่มน้ำมันและพลังงานต้นน้ำจะขาดปัจจัยสนับสนุนในการเก็งกำไร ทำให้ความน่าสนใจลดลง จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงหรือชะลอการลงทุน

แต่ทว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง ราคาหุ้นกลุ่มพลังงานจะมีความผันผวนตามข่าวสารรายวัน ซึ่งอาจเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าซื้อขายเก็งกำไรระยะสั้นตามจังหวะข่าวได้

สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นไทย บรรยากาศการลงทุนยังไม่สดใส และยังไม่เห็นสัญญาณเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้าอย่างชัดเจน จึงแนะนำให้นักลงทุนใจเย็นและรอจังหวะลงทุน ไม่จำเป็นต้องรีบเข้าซื้อ โดยเน้นคัดเลือกหุ้นเป็นรายตัวที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง มากกว่าการลงทุนทั้งกลุ่มตามกระแสตลาด